ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1031/2495

ประเด็นกฎหมาย

ข้อตกลงซื้อขายเคหะโดยให้รื้อถอนไปในขณะที่มีผู้เช่าอยู่ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า มาตรา 11(3) ตกเป็นโมฆะ

หลักกฎหมาย

ข้อตกลงซื้อขายเคหะโดยให้รื้อถอนไปในขณะที่มีผู้เช่าอยู่ ทำให้ผู้ให้เช่าหลุดพ้นจากหน้าที่หรือภาระตามสัญญาเช่า เป็นการตกลงขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ. 2489 มาตรา 11(3) และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ

คำวินิจฉัย

ข้อตกลงซื้อขายเฉพาะเพื่อให้รื้อถอนไปตกเป็นโมฆะ โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนห้องพิพาทไปมิได้ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ไม่พอใจผู้เช่าเคหะของตน พยายามให้ออกจากห้องเช่าไม่สำเร็จ จึงขายเฉพาะตัวห้องพิพาทให้จำเลยโดยตกลงให้จำเลยรื้อถอนไป ทั้งที่รู้ว่าผู้เช่ายังเช่าอยู่ ผู้เช่าร้องสอดว่าโจทก์จำเลยสมยอมกันทำนิติกรรมซื้อขายเพื่อบังคับให้ผู้เช่าออก

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1031/2495นางลัดดา อัศวนนท์โจทก์นายประเวศ ไกรฤกษ์จำเลย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ป.พ.พ. ม. 5, ม. 113.โจทก์ไม่พอใจผู้เช่าเคหะของโจทก์ ได้เพียรพยายามจะให้ออกไปจากห้องเช่าทุกวิถีทางก็ไม่สำเร็จ จึงใช้วิธีขายเฉพาะตัวห้องพิพาทให้จำเลย โดยตกลงกันให้จำเลยรื้อห้องพิพาทไป ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่า ผู้เช่าก็ยังเช่าอยู่ เช่นนี้ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นการตกลงที่ทำให้โจทก์ผู้ให้เช่าหลุดพ้นจากหน้าที่หรือภาระซึ่งมีอยู่ตามสัญญาเช่า คือถ้าต้องรื้อห้องไป หน้าที่หรือภาระที่ห้องจะต้องปลูกอยู่ในที่ดินตรงนั้นก็หลุดพ้นไป คือ โจทก์เอาที่ดินตรงนั้นไปทำประโยชน์อื่นได้ การตกลงเช่นนี้ เป็นการตกลงขัดกับ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (3) ข้อตกลงซื้อขายเฉพาะเพื่อให้รื้อถอนไป จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนห้องพิพาทไปมิได้(คดีนี้ ผู้เช่าร้องสอดเข้าเป็นจำเลย)โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อเคหะของโจทก์ไป ๑ หลัง เมื่อซื้อแล้วจำเลยผิดสัญญามิได้รื้อถอนเคหะนี้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยให้การว่า ได้ตกลงเช่าที่ดินกับโจทก์แล้ว นางสาวเผ่าประดับวงศ์ ได้ร้องสอดเข้ามาว่าเป็นผู้เช่าเคหะที่โจทก์ฟ้องใช้เป็นที่อยู่อาศัย โจทก์จำเลยสมยอมกันทำนิติกรรมซื้อขาย เพื่อจะเอาผลของคำพิพากษามาใช้บังคับผู้ร้อง จึงขอเข้ามาในคดี ต่อสู่คดีกับโจทก์ด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์, ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ศาลฎีกา เห็นว่า ฎีกาข้อ ๑ ของโจทก์ที่ว่าศาลอุทธรณ์จะยกเอา พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๑๑(๓) มาปรับในคดีนี้ไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉั