คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 หรือไม่
เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยข้อกฎหมายแล้วพิพากษายกฟ้อง ถือเป็นการยกฟ้องทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงรวมกับข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องอีก ถือว่าศาลทั้งสองยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219
พิพากษาให้ยกฎีกาของโจทก์เสีย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528 - 1530/2509นายวิชัย ศรีรัตนศักดิ์โจทก์นายแม้น ทิมาสารจำเลยนายวิชัย ศรีรัตนศักดิ์โจทก์นายแม้น ทิมาสารจำเลยอัยการจังหวัดกำแพงเพชรโจทก์นายแม้น ทิมาสารจำเลย ป.วิ.อ. ม. 219 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 สำนวนที่ 2 - 3 ศาลชั้นต้นต้องฟังข้อเท็จจริงเพื่อนำไปวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ แล้วจึงพิพากษาว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ยกฟ้อง ย่อมเป็นการยกฟ้องทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ข้อเท็จจริงรวมมากับข้อกฎหมายว่าเป็นผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องอีก จึงถือได้ว่าศาลทั้งสองยกฟ้องในข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ส่วนสำนวนที่ 1 แม้ศาลล่างยกฟ้องเพราะเหตุที่ฟ้องไม่ปรากฏชื่อผู้เรียงอีกเหตุหนึ่งด้วย ก็ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 เช่นกันสำนวนแรก โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเขียนเช็คธนาคารไทยพัฒนา จำกัด เลขที่ อี .๘๖๙๑๔๙ สั่งจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ถือเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท มีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนี้ และออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้ได้ในขณะที่ออกเช็ค โจทก์ผู้ทรงเช็คได้นำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคาร ๆ ปฏิเสธไม่ยอมจ่ายเงินตามเช็คนั้น ขอศาลลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓(๑) (๓) สำนวนที่ ๒ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเขียนเช็คธนาคารมณฑลจำกัด เลขที่ ๔๒๓๗๓ สั่งจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ถือเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท โดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนี้และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนเงินสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็ค ธนาคารปฏิเสธไม่จ่