เงินค่าเดินทางที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเพื่อมารับหน้าที่ ถือเป็นประโยชน์เพิ่มที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 7(ก) หรือไม่ และเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 8 หรื
ตามมาตรา 7(ก) ลูกจ้างต้องเสียภาษีในจำนวนเงินที่รับเป็นค่าจ้างหรือประโยชน์เพิ่มจากนายจ้างทั้งสิ้น เว้นแต่เป็นเบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริตเป็นโสหุ้ยซึ่งลูกจ้างต้องจ่ายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ตามมาตรา 8 คำว่า "ในการปฏิบัติตามหน้าที่" หมายถึงลูกจ้างได้ลงมือรับหน้าที่แล้ว การ
เงินค่าเดินทางที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อมารับหน้าที่ ถือเป็นประโยชน์เพิ่มซึ่งนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าแรงงานตามมาตรา 7(ก) ไม่ใช่เป็นเบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริตเป็นโสหุ้ยอันระบุฉะเพาะซึ่งลูกจ้างต้องจ่ายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามมาตรา 8 วรรค 2 และเงินจำนวนดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์
บริษัทจ้างโจทก์จากสก๊อตแลนด์ให้มาทำงานเป็นสมุหบัญชีที่กรุงเทพฯ โดยสัญญาจะจ่ายค่าเดินทางที่สมควรและจำเป็น เมื่อโจทก์เดินทางมาถึงจึงเบิกเงินค่าเดินทาง 1,258 บาท 14 สตางค์ บริษัทจ่ายให้ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินเก็บภาษีเงินได้จากเงินจำนวนนี้ โจทก์ฟ้องเรียกคืนอ้างว่าไม่ใช่ประโยชน์เพิ่มตามมาตรา 7(ก)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 925/2481นายเอ็ม.ซี.ซี.เอฟ.ซอว์โจทก์กรมสรรพากรโดยหม่อมเจ้าวิมวาทิตย์ อธิบดีที่ 1 หม่อมเจ้าอัศนีฟ่องฟ้า ที่ 2จำเลย พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ พ.ศ.2475 , ม. 8เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในค่าเดินทางมารับหน้าที่+ต้องถือว่าเป็นประโยชน์+ซึ่งนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าแรงงานตาม ม.7(ก) ไม่ใช่เป็นเบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริตเป็นโสหุ้ยอันระบุฉะเพาะซึ่งลูกจ้างต้องจ่าย+การปฏิบัติการตามหน้าที่ตาม ม.8 วรรค 2 และเงินจำนวนที่กล่าวนี้จะต้องเสียภาษีเงินได้+คดีอังกฤษได้ความว่าบริษัท บ.ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์จากประเทศสก๊อตแลนด์ให้มาทำงานในหน้าที่สมุหบัญชีกรุงเทพ ฯ โดยสัญญาจะจ่ายค่าใช้จ่ายโดยสมควรและจำเป็นในการเดินทางจากที่อยู่ของโจทก์จนถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อโจทก์เดินทางมาถึงแล้ว จึงตั้งเบิกจากบริษัทเป็นเงิน ๑๒๕๘ บาท ๑๔ สตางค์ บริษัทได้จ่ายให้แล้ว ต่อมาจำเลยได้ประเมินเก็บภาษีเงินได้ในเงินจำนวนนี้จากโจทก์ ๆ จึงฟ้องจำเลยเรียกเงินคืน อ้างว่าเงินค่าเดินทางรายนี้ไม่ใช่ประโยชน์เพิ่มซึ่งนายจ้างจ่ายหรือให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าแรงงานที่จ้างตาม ม.๗ (ก) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลล่างทั้ง ๒ ว่าตาม ม.๗ (ก) นั้นโจทก์จะต้องเสียภาษีในจำนวนเงินที่รับเป็นค่าจ้างหรือประโยชน์เพิ่มจากนายจ้างทั้งสิ้น เว้นไว้แต่จะเป็นเบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริตเป็นโสหุ้ยซึ่งลูกจ้างต้องจ่ายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ตาม ม.๘ และคำว่า "ในการปฏิบัติตามหน้าที่" นี้ต้องหมายความว่าลูกจ้างได้ลงมือรับหน้าที่แล้วแต่การที่โจทก์ได้รับเงินจากบริษัทมาจ่ายค่าพาหนะเพื่อมารับหน้าที่นั้นไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ม.๘ ตามนัยแห่งคดีอังกฤษ จึงพิพากษาใ