การฟ้องเรียกเงินเดือนที่ไม่ได้รับระหว่างถูกปลดจากราชการโดยไม่ชอบ ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 ป.พ.พ. (มูลละเมิด) หรืออายุความ 5 ปี ตามมาตรา 166 (
ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับรัฐมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน แต่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน การสั่งปลดโดยไม่ชอบเป็นการละเมิดสิทธิในการรับราชการ มิใช่ผิดสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจึงต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 ป.พ.พ.
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากคดีขาดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 ป.พ.พ.
โจทก์เป็นข้าราชการถูกปลดออกจากราชการโดยไม่ชอบ ต่อมาได้รับการคืนตำแหน่ง แต่ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างถูกปลด โจทก์ฟ้องเรียกเงินเดือนดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ทราบว่าคำสั่งปลดถูกยกเลิก
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2506นายเรวัตร เมฆทรงกลดโจทก์กรมมหาดไทย โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ อธิบดี ที่ 1กระทรวงมหาดไทยโดยพลโทประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการ ที่ 2ล. พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2485 ป.พ.พ. ม. 166, ม. 448กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการฐานผิดวินัย แต่การสั่งตั้งกรรมการพิจารณาโทษที่ให้ปลดโจทก์ออกจากราชการนั้นเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องละเมิดสิทธิในการรับราชการของโจทก์ หาใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่ ฉะนั้น การที่โจทก์จะฟ้องเรียกเงินเดือนที่ไม่ได้รับระหว่างถูกปลดจากราชการย่อมต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 จะใช้อายุความ 5 ปี ตามมาตรา 166 หาได้ไม่โจทก์ฟ้องว่า ขณะที่โจทก์เป็นนายอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท จำเลยที่ ๑ เสนอให้จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งให้ปลดโจทก์ออกจากตำแหน่งหน้าที่ หาว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๘๕ จำเลยที่ ๒ จึงมีคำสั่งปลดโจทก์ตามคำสั่งที่ ๒๗๖/๒๔๙๔ เป็นผลให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๔๙๓ โจทก์ได้ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ คณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์วินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ให้ปลดโจทก์นั้นไม่ชอบ จำเลยที่ ๒ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งที่ ๒๗๖/๒๔๙๔ นั้นเสีย และสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการใหม่ในตำแหน่งนายอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ตั้งแต่วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๙๖ รวมเวลาที่โจทก์ถูกพักราชการ ๓ ปี ๒๓ วัน โดยไม่ได้รับเงินเดือนและเงินเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิควรได้ ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายให้ ๓๖,๓๐๔.๐๔๗ บาท จึงขอให้บังคับจำเลยร่วมกันรับผ