ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 150/2492

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อการค้าเป็นส่วนใหญ่และอยู่อาศัยด้วย เข้าลักษณะเป็น 'เคหะ' ตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ พ.ศ. 2490 หรือไม่ และคดีต้

หลักกฎหมาย

การวินิจฉัยว่าเป็น 'เคหะ' ตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ พ.ศ. 2490 หรือไม่ ต้องพิจารณาเจตนาของคู่กรณีในเวลาทำสัญญาประกอบกับเหตุผลแวดล้อมอื่นๆ ว่าการเช่าสิ่งปลูกสร้างนั้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือไม่ และการที่ผู้เช่าอยู่ในที่เช่านั้นต้องพิจารณาด้วยว่าอยู่ในฐานะใด

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ เนื่องจากศาลชั้นต้นงดสืบพยานโดยไม่ชอบ ควรให้คู่ความนำสืบพยานเพื่อพิจารณาว่าเป็น 'เคหะ' หรือไม่

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่า โดยอ้างว่าจำเลยเช่าเพื่อการค้าเป็นส่วนใหญ่ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วแต่จำเลยไม่ยอมออก จำเลยต่อสู้ว่าได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ คู่ความรับกันว่าจำเลยเช่าเพื่อการค้าเป็นส่วนใหญ่และอยู่อาศัยด้วย โจทก์บอกเลิกสัญญาในระหว่างใช้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ พ.ศ. 2489 แ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 150/2492พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โดยนายสถิตย์ นิยมศิลป์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นายฮ่วนซิว หรือทวี แซ่กว็อกล. พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยในระหว่างใช้พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯ 2489 และโจทก์มาฟ้องคดีก่อนใช้ พ.ร.บ. ควบคุมค่าเช่า ฯ 2490 คดีจึงตกอยู่ในบังคับมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ 2490 ต้องใช้ พ.ร.บ.ฉะบับนี้บังคับ การที่จะวินิจฉัยว่าเป็น "เคหะ" ตามความหมายใน พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ 2490 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาถึงเจตนาของคู่กรณีเวลาทำสัญญากัน ประกอบกับเหตุผลแวดล้อมอื่น ๆ รวมกันว่าการเช่าสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือมิใช่ การที่ผู้เช่าอยู่ในที่เช่าจะต้องพิจารณาด้วยว่า การอยู่-อยู่ในฐานะอย่างใด (อ้างฎีกา 1099/2491, 1147/2491) กับมีคดีและข้อวินิจฉัยอย่างเดียวกัน คือ คดีดำที่ 665/91 ฎีกาที่ /92 คดีดำที่ 666/91 ฎีกาที่ /92 คดีดำที่ 668/91 ฎีกาที่ /92โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่เช่าโดยอ้างว่าจำเลยเช่าทำการค้าเป็นส่วนใหญ่ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออก จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ ๒๔๘๖ ชั้นพิจารณาคู่ความรับกันว่า การเช่ารายนี้จำเลยเช่าอยู่เพื่อการค้าเป็นส่วนใหญ่ จำเลยได้อาศัยอยู่ในที่เช่าด้วย ศาลแพ่งสั่งงดสืบพะยานแล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเช่ารายนี้โจทก์บอกกล่าวให้เลิกสัญญาเช่ากับจำเลยในระหว่างใช้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ๒๔๘๙ และโจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนใช้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าฯ ๒๔๙๐ จึงเป็นอันว่าคดีนี้ตกอยู่ในบังคับมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ค