ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2492อัยยการ กรมอัยยการโจทก์นางเอิบ สมสมร ที่ 1, นายอุดม เครือแก้ว ที่2,นายบุญช่วย ริ้วสุวรรณ ที่ 3, น.ส.เล้ม เครือแก้ว ที่4,นางทองคำ สมสมร ที่ 5ล. พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 กฎหมายลักษณะอาญา ม. 11, ม. 12, ม. 23.พระราชบัญญัติการพะนันไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติ ไม่ให้ศาลใช้ดุลยพินิจที่จะวางโทษจำคุกสถานเดียว ศาลก็ย่อมอาศัยกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 23 ประกอบด้วยมาตรา 11 ใช้ในการดุลยพินิจลงโทษจำคุกจำเลยแต่สถานเดียวได้. (อ้างฎีกา 931/2497)คดีนี้ โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ได้ความว่า จำเลยกับพวกสมคบกันเล่นการพะนันโปกำพะนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยที่เป็นเจ้าสำนักและจำเลยที่ ๑ ได้เข้าเล่นพะนันร่วมกับจำเลยอื่นและพวกที่หลบหนีไป ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีผิดตาม พ.ร.บ.การพะนันให้จำคุกจำเลยที่ ๑, ๑ เดือน ๑๕ วัน จำเลยอื่นคนละ ๑ เดือน แต่ให้รอการลงอาญาจำเลยอื่นนอกจากจำเลยที่ ๑ เมื่อศาลไม่ได้พิพากษาปรับจำเลย จึงไม่สั่งให้สินบลนำจับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน, โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของสำนักต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ศาลจะลงโทษจำคุกสถานเดียวไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ใน พ.ร.บ.การพะนันไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติไม่ให้ศาลใช้ดุลยพินิจที่จะวางโทษจำคุกสถานเดียว ในเมื่อ พ.ร.บ.นั้นวางกำหนดโทษผู้กระทำผิดไว้ทั้งจำคุกและปรับ เมื่อไม่มีกฎหมายห้าม ศาลก็ย่อมอาศัยกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๓ ประกอบมาตรา ๑๑ ใช้ดุลยพินิจลงโทษจำคุกจำเลยแต่สถานเดียวได้ พิพากษายืน.(ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ-เลขวณิชธรรมวิทักษ์-มนูภันย์วิมลสาร)ศาลอาญา - นายเย็น มีเมศกุลศาลอุทธรณ์ - หลวงสารรักษ์ประนาทแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกหมายเลขคดีดำศาลฎีกาหมายเลขคดีดำศาลชั้นต