ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2492นางป่วน เรืองฤทธิ์ ที่ 1, นายยัน เรืองฤทธิ ที่2,นางฉอ้อน เรืองฤทธิ ที่ 3โจทก์นายปลั่ง พูต่ายล. ป.ที่ดิน ป.วิ.พ. ม. 57, ม. 142. ป.พ.พ. ม. 1363, ม. 1364.โจทก์ 3 คนกับ ม. ได้รับมฤดกกึ่งหนึ่งของที่พิพาท อีกกึ่งหนึ่งเป็นของจำเลย เมื่อโจทก์ 3 คนฟ้องขอแบ่ง โดย ม. มิได้เข้ามาเป็นโจทก์ หรือร้องขอรับส่วนของตนในคดี ศาลก็พิพากษาแบ่งให้โจทก์ตามส่วนที่โจทก์ควรจะได้ คือ 3 ใน 8 ส่วน.โจทก์ฟ้องว่า นายอินสามีของนางป่วนโจทก์ กับจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิในที่ดินร่วมกัน นายอินวายชนม์ โจทก์ทั้ง ๓ กับนายเม้มเป็นผู้รับมฤดก โดยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ ปกครองที่ร่วมกับจำเลยตลอดมาจนบัดนี้ บัดนี้จำเลยได้เอาโฉนดไปให้เจ้าหนี้ยึดถือเป็นประกัน ซึ่งเป็นการขัดขืนคำห้าม โจทก์จึงต้องฟ้องขอแบ่ง ขอให้ศาลแบ่งแยกโฉนดรายนี้ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็ให้ประมูล หรือขายทอดตลาดแบ่งเงินกันคนละครึ่ง จำเลยต่อสู้ว่า โฉนดมีชื่อโจทก์จริง แต่จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ฝ่ายเดียว โดยเปิดเผยเพื่อตนเองตลอดมา เป็นเวลาเกินกว่า ๒๐ ปี จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองโดยปรปักษ์แล้ว ศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์-จำเลยปกครองร่วมกัน พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งจากจำเลยเพียง ๓ คนเท่านั้น นายเม้มอีกคนหนึ่งหาเกี่ยวข้องเรียกร้องสิทธิประการใดขึ้นมาไม่ พิพากษาแก้ ให้แบ่งที่ให้โจทก์ ๓ คน รวมกัน ๓ ใน ๘ ส่วน โจทก์, จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อที่ศาลอุทธรณ์ไม่แบ่งส่วนให้นายเม้มชอบแล้ว เพราะแม้นายเม้มจะมีชื่อถือกรรมสิทธิในโฉนดก็ดี แต่ก็มิได้เข้ามาเป็นโจทก์ หรือขอร้องรับส่วนของตนเข้ามาในคดี พิพากษายืน.(ธรรมบัณฑิต-นาถปรีชา-นนทปัญญา)ศาลจังหวัดพิจิตร - นายจำรูญ เจริญกุลศ