การกล่าวข้อความต่อหน้าที่ประชุมพระสงฆ์และคฤหัสถ์ว่า "พระเซ็งจับข้อมือนางเง็กกอดขึ้นนั่งบนตัก" เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยเจตนาหรือไม่
การกล่าวข้อความอันอาจทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยอ้างข้อเท็จจริงที่อาจเห็นผลได้ว่าทำให้เสียชื่อเสียง ย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282
ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยปรับนายสานจำเลย 60 บาท และนายไหย่จำเลย 40 บาท
ในวันเกิดเหตุ มีการประชุมพระสงฆ์ราว 10 องค์ คฤหัสถ์ราว 20 คน ที่วัดนอกยางขุนไซ นางเกิดพูดขึ้นว่า "ใครจะพูดอะไรก็พูดขึ้นวันนี้เป็นวันสำคัญ" นายสานจำเลยพูดขึ้นว่า "พระเซ็งจับข้อมือนางเง็กกอดขึ้นนั่งบนตัก" ต่อมาพระเซ็งถามว่าเห็นเมื่อใด นายไหย่จำเลยพูดว่าไม่ได้เห็นแต่ได้ยินจากนายเท้าพี่ชายนางเง็ก และได้
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2486นางเง็ก จเรินลาภโจทนายสาน เอมะวัตร์ ที่ 1 นายไหย่ โตแจ้ง ที่ 2จำเลย ป.อ. ม. 282, ม. 283, ม. 339- (2) (3), ม. 43. พ.ร.บ.รัชกาลที่ 4 ลงวันเสาร์แรม 13 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู จ.ส. 1215, ข้อความที่จำเลยกล่าวว่า "พระเซ็งจับข้อมือนางเง็กกอดขึ้นนั่งบนตัก" ต่อหน้าที่ประชุมพระสงค์และครีหัสถือได้ว่าเปนการกล่าวอ้างอันอาดแลเห็นผลแห่งการกล่าวนั้นได้ว่าอาดทำไห้โจท+ชื่อเสียงและทำไห้คนทั้งหลายดูหมิ่นเกลียดชังโจทเปนการกะทำโดยเจรนาไนความผิดถานหมิ่นประมาทแล้ว.ข้อเท็ดจิงฟังได้ว่า ไหวันเกิดเหตุได้มีการประชุมพระสงค์ราว ๑๐ องค์ ครีหัสราว ๒๐ คน ที่วัดนอกยางขุนไซ นางเกิดพูดขึ้นว่า ไครจะพูดอะไรก็พูดขึ้นวันนี้เปนวันสำคัน นายสานจำเลยก็พูดขึ้นว่า "พระเซ็งจับข้อมือนางเง็กกอดขึ้นนั่งบนตัก" พระเซ็งถามขึ้นว่า "โยมน้าสานเห็นฉันที่ไหน เมื่อไร คืนไหน วันไหน ขอไห้พูดมา" นายไหย่จำเลยก็พูดขึ้นว่า "ผมสองคนนี้ ไม่เห็น แต่ได้ยินนายเท้าพี่ชายนางเง็กพูด คุนจะเอาพยานก็ได้ ไห้รอประเดี๋ยว" แล้วนายไหย่ก็ไห้กำนันผิดจัดคนไปตามนายเท้ามานายอินไปตามแล้วกลับมาบอกว่าไม่พบ กำนันผิดก็เลยบอกเลิกประชุม สาลชั้นต้น พิจารนาแล้วพิพากสาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา ๒๘๒ ไห้ปรับนายสานจำเลย ๖๐ บาท นายไหย่จำเลย ๔๐ บาท จำเลยอุธรน์ สาลอุธรน์วินิฉัยว่า พยานหลักถานโจทยังไม่เพียงพอ หากจะฟังว่าจำเลยได้กล่าวข้องความตามฟ้อง จำเลยก็กะทำไปด้วยความหวังดี ไม่มีเจตนาจะไส่ความหมิ่นประมาทโจท และจำเลยได้กะทำตามหน้าที่ตามกดหมายคือ พ.ร.บ. รัชกาลที่ ๔ พิพากสากลับไห้ยกฟ้องโจท โจทกดีกา สาลดีกาได้พร้อมกันปรึกสาเห็นว่าจำเลยได้กล่าวข้อความอันอาดจะแลเห็นผลได้ว่า เปนการไส่ความไห้คนทั้งหลายด