ปัญหาว่าคดีขาดอายุความมรดก 1 ปี หรือไม่ และทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินสมรส
ในคดีที่มีผู้จัดการมรดก ทายาทไม่จำต้องฟ้องร้องภายในกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754, 1755 เพราะอายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 และทรัพย์ที่ยังมิได้แยกกันเป็นสินสมรสตามมาตรา 1466 ข้อกำหนดในพินัยกรรมจึงสมบูรณ์ตามมาตรา 1696
พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
พระยามนตรีฯ ทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมตึกให้โจทก์ ต่อมาขายให้จำเลยที่ 1 ก่อนถึงแก่กรรม โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ตามพินัยกรรม จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าซื้อด้วยเงินส่วนตัวและคดีขาดอายุความ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2485นางสาวเกล็ดมนี บุนนาค โดยนางพุก บุนนาคมารดาผู้แทนโดยชอบธัมโจทก์คุนหยิงประชุมมนตรีสุริยวงส์ที่ 1,นายกเสม ทิพยจันทผู้จัดการมรดกของพระยามนตรี ฯ ที่ 2จำเลย ป.พ.พ. ม. 1466, ม. 1696 กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 72 ไนคดีที่มีผู้จัดการมรดก ทายาทไม่จำต้องฟ้องร้องพายไนอายุความมรดก 1 ปี เพราะอายุความย่อมสดุดหยุดลงตาม ม.173 ผู้วายชนม์ทำพินัยกัมยกทรัพย์ไห้โจท ต่อมาผู้วายชนม์ได้ขายไห้จำเลยที่ 1 และจำเลยก็ได้ต่อสู้ว่าเอาสินส่วนตัวไปซื้อที่รายพิพาทนี้ สาลดีกาฟังว่าคดียังไม่มีเหตุผลที่จะไห้เห็นว่าได้มีการแยกทรัพย์กัน ทรัพย์นั้นจึงเปนสมรส และโจทมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์ตามพินัยกัมโจทฟ้องจำเลยที่ ๑-๒ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๔ โดยกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๘๐ พระยามนตรี ฯ ได้ทำพินัยกัมยกที่ดินโฉนดที่ ๒๕๖๗ พร้อมด้วยตึกไห้แก่โจทซึ่งเปนบุตรเกิดด้วยนางพุก ต่อมาวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ พระยามนตรี ฯ ทำสัญญาขายตึกและที่ดินรายนี้ไห้แก่จำเลยที่ ๑ ครั้นวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๔๘๒ พระยามนตรีฯ วายชนม์ จำเลยที่ ๒ ไม่เรียกทรัพย์รายนี้ไห้โจทตามพินัยกัม จึงขอไห้สาลบังคับจำเลยที่ ๑ แบ่งที่ดินรายนี้ไห้โจท ๒ ใน ๓ จำเลยที่ ๑ ไห้การว่าพระยามนตรี ฯ ได้ทำพินัยกัมไห้โจทจิง แต่จำเลยที่ ๑ ได้ออกเงินส่วนตัว ๕,๐๐๐ บาทซื้อที่แปลงนี้ข้อกำหนดไนพินัยกัมจึงเปนอันเพิกถอนไป และตัดฟ้องว่าคดีโจทขาดอายุความ สาลชั้นต้นวินิฉัยว่าคดีนี้จำเลยต่อสู้กัมสิทธิ์ว่าทรัพย์รายนี้เปนสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ คดีจึงไม่ตกหยู่ไนอายุความมรดก ๑ ปี ส่วนการโอนที่รายพิพาทก็ไม่เปนผลไห้ข้อกำหนดพินัยกัมเสียไป จึงพิพากสาไห้จำเลยที่ ๑ แบ่งที่ดินสิ่งปลูกสร้างรายพิพาท ๒ ไน ๓ ไห้แก่โจทซึ่งมีสิทธิได้ตา