ปัญหาว่าฟ้องโจทก์สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่ และปัญหาการลงโทษและการรอการลงโทษจำคุก
การบรรยายฟ้องที่ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว โดยโจทก์แนบสำเนาประกาศกระทรวงเกษตรที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับแล้ว ถือว่าฟ้องสมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(5) ส่วนรายละเอียดที่ไม่ใช่สาระสำคัญ เช่น การปิดประกาศ ณ สถานที่เกิดเหตุ ไม่จำเป็นต้องบรรยายในฟ้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี กับให้ปรับจำเลย 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คงปรับจำเลย 15,000 บาท และให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งความนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา กึ่งหนึ่ง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
จำเลยมีไม้สักแปรรูปของกลาง 78 แผ่น ปริมาตร 0.23 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ มีครอบครัว มีบุตรในอุปการะ 4 คน อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3577/2536พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุดโจทก์นาย ตะ แซ่ ตันจำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5) พ.ร.บ.ป่าไม้ โจทก์บรรยายฟ้องมาชัดเจน และได้แนบสำเนาประกาศกระทรวงเกษตรเรื่องกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาท้ายฟ้องด้วยประกาศนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับแล้ว จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จากที่ใดนำประกาศดังกล่าวไปปิดประกาศไว้สถานที่เกิดเหตุในคดีนี้ หรือไม่ อย่างไรแต่เมื่อใดนั้นหาใช่ข้อสาระสำคัญที่โจทก์ต้องบรรยายไว้ในฟ้องไม่ฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 158(5) แล้วโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 4, 47, 48, 51, 72 ทวิ, 74, 74 จัตวา, 75 ริบไม้สักแปรรูปของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งความนำจับตามกฎหมายด้วยจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 47, 48, 51, 72 ทวิ, 74, 74 จัตวา, 75ให้จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง ที่โจทก์ขอให้จ่ายสินบนนำจับนั้น ศาลมิได้ลงโทษปรับ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกเพียง 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยมีผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)เพราะโจทก์มิได้บ