ภาระการพิสูจน์ของจำเลยในการได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 เมื่อคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน
แม้ห้องเช่าอยู่ในเขตที่ใช้ พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ จำเลยซึ่งอ้างความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวมีหน้าที่นำสืบว่าตนมีเหตุสมควรได้รับความคุ้มครอง เมื่อไม่สืบพยาน จำเลยต้องแพ้คดี
พิพากษากลับให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่า
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยจากห้องเช่า โดยอ้างว่าห้องอยู่ในทำเลการค้าและจำเลยเช่าเพื่อประกอบการค้า จำเลยต่อสู้ว่าเช่าเป็นที่อยู่อาศัยและทำการค้า ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า เนื่องจากอยู่ในเขตเทศบาล คู่ความรับข้อเท็จจริงบางส่วนและไม่ติดใจสืบพยาน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2494นางสาวนพคุณหรือทวี ปากเพรียวกับพวกโจทก์นายหลิ้นจิ้น แซ่ตั้งจำเลย พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน พ.ศ.2489 ป.วิ.พ. ม. 84โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าของโจทก์ โดยอ้างว่า ห้องเช่าอยู่ในทำเลการค้า และจำเลยเช่าเพื่อประกอบการค้า จำเลยต่อสู้ว่าเช่าห้องเป็นที่อยู่อาศัยและทำการค้าด้วยย่อมได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า เพราะอยู่ในเขตเทศบาล แม้โจทก์รับว่าห้องเช่าอยู่ในเขตเทศบาลและจำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย จำเลยก็คงมีหน้าที่นำสืบว่า จำเลยมีเหตุสมควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายพิเศษอย่างไรโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าห้องของโจทก์อันอยู่ในทำเลการค้าใช้เป็นที่ประกอบการค้า บัดนี้โจทก์บอกเลิกการเช่ากับจำเลย ๆ ขัดขืนไม่ส่งมอบห้องคืน จึงขอให้ขับไล่ จำเลยต่อสู้ว่า เช่าห้องโจทก์เป็นที่อยู่อาศัยและทำการค้า ได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯลฯ วันชี้สองสถาน โจทก์รับว่า ห้องที่จำเลยเช่า จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย และอยู่ในเขตเทศบาล ฝ่ายจำเลยรับว่า ห้องเช่าอยู่ในทำเลการค้า และจำเลยประกอบการค้าเป็นส่วนใหญ่ แล้วทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อโจทก์รับว่าจำเลยอยู่อาศัยด้วยในห้องเช่านี้ โจทก์ไม่แสดงเหตุซึ่งเข้ากรณียกเว้นตามมาตรา ๑๖ จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้รับกันว่าการเช่ารายนี้ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าต่อกัน ซึ่งตามปกติแล้วจำเลยยอมไม่มีสิทธิอย่างใดจะอ้างเพื่ออยู่ในห้องรายนี้แต่เนื่องจากห้องเช่ารายนี้อยู่ในเขตที่ใช้พ.ร.บ. ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันอันเป็นกฎหมายพิเศษจำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบว่าตนมีเหตุอันสมควรได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวอย่างไร เ