ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2494

ประเด็นกฎหมาย

การกระทำของสมุหบัญชีอำเภอที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นายด่านศุลกากรแทน และนายเรือที่เปลี่ยนทางเดินเรือโดยไม่มีพฤติการณ์พิเศษ เป็นความผิดตามกฎหมายใด

หลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทนโดยทางราชการ ถือเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ การจดข้อความเท็จและทำหลักฐานเท็จอันเป็นการเสียหายแก่ทางราชการ เป็นความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 230 ส่วนการเปลี่ยนทางเดินเรือโดยไม่มีพฤติการณ์พิเศษ เป็นความผิดตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร 2469

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 230 จำเลยที่ 2 ผิดตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร 2469 อีกกะทงหนึ่ง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 เป็นสมุหบัญชีอำเภอที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นายด่านศุลกากรแทน จำเลยที่ 2 เป็นนายเรือ จำเลยที่ 2 นำสมุดบัญชีสินค้าประจำเรือให้จำเลยที่ 1 บันทึกข้อความเท็จว่าน้ำตาลทรายได้ขนขึ้นที่ท่าทับสะแกแล้วเนื่องจากเรือชำรุด แต่ความจริงไม่ได้ขนขึ้นที่ท่าสงขลาตามที่ได้รับอนุญาต และฟังไม่ได้ว่านำไปขึ้น

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2494อัยการกรมอัยการโจทก์นายโสภณ สงวนพงษ์ ที่ 1,นายประดิษฐ สถาพรรจนา ที่ 2จำเลย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 กฎหมายลักษณะอาญา ม. 230กรมศุลกากรและกระทรวงมหาดไทยได้ตกลงกันมอบหมายให้คณะกรมการอำเภอชายฝั่งทะเลที่ไม่มีนายด่านศุลกากร ทำหน้าที่เป็นายด่านศุลกากรแทนดังนี้ เมื่อสมุหบัญชีอำเภอ ซึ่งเป็นคณะกรมการอำเภอได้กระทำหน้าที่นายด่านศุลกากรแทน ได้จดข้ดความเท็จและทำหลักฐานเท็จรับรองการขนสินค้าขึ้นท่าอันเป็นการเสียหายแก่กรมศุลกากร จึงเป็นการกระทำในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ จึงเป็นความผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 230โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นามุหบัญชีและเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าพนักงานศุลกากรประจำกิ่งอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำเลยที่ ๒ เป็นนายเรือควบคุมเรือยนต์อุดมพาณิช ๕ ท.บ.๔๙๙๓ เรือค้าชายฝั่ง จำเลยทั้งสองสมคบกันกระทำผิดโดยจำเลยที่ ๒ ได้เอาสมุดบัญชีสินค้าประจำเรือ ให้จำเลยที่ ๑ บันทึกข้อความเท็จลงในสมุดบัญชีสินค้าประจำเรือ เป็นใจความว่าน้ำตาลทรายแดง ๑๐๕ กระสอบน้ำตาลทรายขาว ๒๕ กระสอบ ซึ่งไปขอขึ้นที่ท่าสงขลานั้น ได้ขนขึ้นที่ท่าทับสะแกแล้ว เนื่องจากเรือยนต์ชำรุด ไม่สามารถที่จะเดินทางต่อไปโดยทันทีได้ ซึ่งเป็นความเท็จ ฯลฯ ขอให้ลงโทษ จำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้ง ๒ ผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ๒๔๖๙ มาตรา ๙๙ โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามศาลอุทธรณ์ และปรากฎตามหลักฐานว่า กรมศุลกากรได้มอบหมายให้คณะกรมการอำเภอชายฝั่งทะเลที่ไม่มีนายด่านกรมศุลกากร ทำหน้าที่เป็นนายด่านศุลกากรแทน โดยมีข้อตกลงเป็นทางราชการระหว่างกรมศุลกากรกับกระทรวงมหาดไทย จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ กระท