ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2542

ประเด็นกฎหมาย

การกระทำของจำเลยที่ขับรถในขณะเมาสุราและขับรถย้อนทางลงทางด่วนโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม

หลักกฎหมาย

การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ถือเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว ต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติประจำศาลแขวงพระโขนงทุก 3 เดือนเป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยขับรถยนต์ในขณะเมาสุราตามถนนสุขุมวิท 50 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง แล้วขับรถย้อนเส้นทางขึ้นทางลงทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์ ขณะที่ผู้เสียหายขับรถลงมาจากทางด่วนตามทิศทางจราจร ทำให้รถชนกัน ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ป่วยเจ็บเกินกว่ายี่สิบวันและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2542นักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์ายสมบัติ กาญจนานุพงศ์จำเลย ป.อ. ม. 90, ม. 300 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2), , ม. 157, ม. 160 วรรคสามการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถยนต์ฝ่าฝืนกฎจราจรย้อนทางลงทางด่วนขึ้นไปในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์ของผู้เสียหายและทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 และพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เมื่อเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๕ ผ - ๒๘๙๕ กรุงเทพมหานคร ไปตามทางถนนสุขุมวิท ๕๐ในขณะเมาสุรา อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์เมื่อขับไปถึงทางลงทางด่วนสายรามอินทราอาจณรงค์ จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังดูให้ดีเสียก่อนว่า ทางลงทางด่วนดังกล่าวเป็นเส้นทางสำหรับลงทางด่วนเข้าถนนสุขุมวิท ๕๐ มิใช่ทางขึ้นทางด่วนจากถนนสุขุมวิท ๕๐ ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวย้อนเส้นทางขึ้นทางลงของทางด่วนดังกล่าว ขณะเดียวกันมีรถยนต์หมายเลขทะเบียน๔ จ - ๑๑๓๗ กรุงเทพมหานคร ซึ่งพันตำรวจโทมนต์ชัย วรพันธ