ค่าพาหนะเหมาจ่าย ค่าใช้จ่ายดูงานต่างประเทศ การจำหน่ายหนี้สูญ ค่าใช้จ่ายเพื่อหากำไร ดอกเบี้ยเงินกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย และการผลิตสินค้าเพื่อเสียภาษีการค้
ค่าพาหนะเหมาจ่ายไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 42 (1) เพราะไม่ใช่ค่าพาหนะที่จ่ายจริง ค่าใช้จ่ายดูงานต่างประเทศไม่ใช่รางวัลเพื่อการศึกษาตามมาตรา 42 (11) การจำหน่ายหนี้สูญต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ใช้บังคับในรอบบัญชีนั้น ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้บุคคลภายนอกเพื่อหวังผลทางธุรกิจต้องพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไร
ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ต้องรับผิดตามประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในประเด็นค่าพาหนะเหมาจ่าย (บางส่วน), ค่าใช้จ่ายดูงานต่างประเทศ, การจำหน่ายหนี้สูญในรอบบัญชีที่กฎกระทรวงมีผลบังคับ, ค่าใช้จ่ายเพื่อหากำไร, ดอกเบี้ยเงินกู้, และภาษีการค้าเทปกาว ส่วนการจำหน่ายหนี้สูญในรอบบัญชีก่อนกฎกระทรวงมีผลบังคับและการประเมินค่าพาหนะเหมาจ่ายบางส่วนไม่ชอบ
โจทก์จ่ายค่าพาหนะเหมาจ่ายให้พนักงานตามระยะทางโดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายจริง โจทก์ออกค่าใช้จ่ายส่งพนักงานไปดูงานต่างประเทศโดยมีเงื่อนไขเกี่ยวกับผลงาน โจทก์จำหน่ายหนี้สูญในรอบบัญชีที่กฎกระทรวงยังไม่มีผลบังคับและในรอบบัญชีที่มีผลบังคับ โจทก์จ่ายค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่องค์การโทรศัพท์ไปดูงานต่างประเทศ โจท
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9909/2539บริษัท 3 เอ็ม ประเทศไทย จำกัดโจทก์กรมสรรพากรจำเลย ป.รัษฎากร ม. 42 (1) (2) (11), ม. 54, ม. 65 ทวิ (4), ม. 65 ทวิ (9), ม. 65 ตรี (9) (13), ม. 77 ป.วิ.พ. ม. 84 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 กฎกระทรวง ฉบับที่ 159 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ม. 3 (ค) ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการใช้ยานพาหนะส่วนตัวเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 ค่าพาหนะที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42 (1) นั้น ต้องเป็นค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้างหรือพนักงานผู้นั้นได้จ่ายไปจริงโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น ค่าพาหนะที่นายจ้างเหมาจ่ายให้แก่ลูกจ้างหาใช่ค่าพาหนะที่ได้รับยกเว้นดังกล่าวไม่ ดังนั้น ค่าพาหนะที่โจทก์จ่ายให้แก่พนักงานของโจทก์ในการออกไปปฏิบัติงาน โดยคิดคำนวณเป็นกิโลเมตร หากพนักงานใช้รถยนต์เดือนใดไม่เกิน 1,200 กิโลเมตร โจทก์จะจ่ายให้กิโลเมตรละ 4.55 บาทถ้าใช้เกินกว่านั้น ส่วนที่เกินจะจ่ายให้กิโลเมตรละ 1.82 บาท จึงเป็นค่าพาหนะที่โจทก์เหมาจ่ายให้แก่พนักงานตามระยะทางที่พนักงานออกไปปฏิบัติงานโดยไม่คำนึงถึงว่าพนักงานจะได้ใช้จ่ายไปตามนั้นจริงหรือไม่ เป็นค่าพาหนะที่นายจ้างเหมาจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ย่อมไม่อยู่ในความหมายของมาตรา 42 (1) และเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ของพนักงาน โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณที่จ่ายไว้และนำส่งตามมาตรา 50 และ 52 แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อโจทก์มิได้หักภาษีณ ที่จ่ายและนำส่งจึงต้องร่วมรับผิดตามมาตรา 54 ทั้งเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยก็ได้ยอมให้ค่าพาหนะเหมาจ่ายเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน