ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4433/2536

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสและการให้ที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา

หลักกฎหมาย

การจัดการสินสมรสโดยเสน่หาต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส มิฉะนั้นไม่ผูกพันคู่สมรสที่ไม่ยินยอม และการแบ่งสินสมรสเมื่อสามีถึงแก่ความตายต้องเป็นไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 คือแบ่งเป็นสามส่วน สองส่วนตกแก่สามี หนึ่งส่วนตกแก่ภริยา

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาศาลล่าง โดยให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งในสินสมรสเพียงหนึ่งในสาม (ตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68) แทนที่จะเป็นครึ่งหนึ่ง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ง. ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 ก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ง. จัดการสินสมรสโดยยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสี่โดยเสน่หา โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และมิใช่การให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี โจทก์กับ ง. ไม่มีสินเดิมด้วยกัน ง. ถึงแก่ความตาย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4433/2536นางซิ้วเอง แซ่ซิ้มโจทก์นายสิทธิ์ วชิรโกมล กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1364, ม. 1473 เดิม, ม. 1533 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.วิ.พ. ม. 142 (5)การที่ ง.จัดการสินสมรสโดยยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสี่โดยเสน่หาและมิใช่การให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ง.ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1473 (เดิม) เมื่อไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ การให้ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมฟ้องเรียกที่ดินพิพาทอันเป็นสินสมรสส่วนของตนคืนได้ โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ง. ตั้งแต่พ.ศ.2465 ก่อนใช้ ป.พ.พ.บรรพ 5 พ.ศ.2477 ซึ่งตาม พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ.ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 4 บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ.ที่ได้ตรวจชำระใหม่ไม่กระทบกระเทือนถึงบทบัญญัติมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งป.พ.พ.พุทธศักราช 2477 ดังนั้น การแบ่งสินสมรสของโจทก์กับ ง.จึงต้องแบ่งตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 หาใช่แบ่งคนละส่วนเท่ากันตามมาตรา 1533 ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับ ง.ต่างไม่มีสินเดิมด้วยกัน เมื่อ ง.ถึงแก่ความตาย สินสมรสต้องแบ่งเป็นสามส่วน เป็นของ ง.สองส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นของโจทก์ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งนั้น เป็นการพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งในสินสมรสมากกว่าส่วนที่โจทก์ควรจะได้รับตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง(เจริญ นิลเ