ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2399/2532

ประเด็นกฎหมาย

อายุความของสิทธิเรียกร้องค่าจ้างว่าความและการรับฟ้องแย้งในคดีเดียวกัน

หลักกฎหมาย

สิทธิเรียกร้องค่าจ้างว่าความเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับเงินตามเงื่อนไข การชำระหนี้บางส่วนด้วยเช็คเป็นการรับสภาพหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ระบุในเช็คซึ่งเป็นวันที่โจทก์สามารถบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องแย้งที่แตกต่างจากฟ้องเดิมทั้งเรื่องและประเด็นไม่อาจรับ

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างว่าความ 1,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะจ่ายเมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยได้รับเงินจากนายวานิชไม่ต่ำกว่า 10,000,000 บาท จำเลยได้รับเงิน 18,375,000 บาทเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2522 และชำระค่าจ้างบางส่วน 400,000 บาทด้วยเช็ค 2 ฉบับ ลงวันที่ 19 กันยายน 2522 และ 11 ตุลาคม 2522 โจทก์นำ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2399/2532นายโกสุมภ์ ตาละโสภณโจทก์นายองอาจ เตมัยสมิธิ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 321 ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสามเมื่อมีข้อตกลงกันว่า ถ้า โจทก์ฟ้องคดีให้จำเลยได้เงินจำนวน10 ล้านบาท จำเลยจะต้อง จ่ายเงินค่าจ้างว่าความให้แก่โจทก์จำนวน1 ล้านบาท ภายหลังที่คดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธิเรียกร้องในค่าว่าจ้างว่าความของโจทก์ก็ย่อมเริ่มนับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นไป เมื่อนับถึง วันยื่นฟ้องเลยระยะเวลา2 ปี คดีของโจทก์ย่อมขาดอายุความ แม้ก่อนหน้านั้นจำเลยได้ ชำระค่าจ้างว่าความให้โจทก์เป็นเช็ค ซึ่ง เป็นการรับสภาพหนี้ อายุความย่อมสะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับกันใหม่นับแต่วันที่ระบุในเช็คอันเป็นวันที่โจทก์สามารถบังคับตาม สิทธิเรียกร้องได้ เป็นต้นไปแต่ เมื่อนับถึง วันฟ้องก็ล่วงเลยระยะเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องที่ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระค่าจ้างว่าความที่ค้าง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยยังคงค้างชำระค่าจ้างว่าความอยู่จริงหรือไม่ การที่จำเลยฟ้องแย้งขอเรียกทรัพย์คืนโดย อ้างเหตุเนรคุณเป็นคนละเรื่องคนละประเด็น แตกต่าง ไปจากฟ้องเดิมของโจทก์ที่ขอบังคับตาม สัญญาจ้างว่าความ หาได้ เกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ตาม สัญญาที่โจทก์อ้างความผูกพันอันจำเลยจะต้อง รับผิดไม่ หากจำเลยเห็นว่าเงินที่มอบให้โจทก์ไปนั้นความจริงเป็นการให้โดย เสน่หา และการกระทำของโจทก์เป็นการประพฤติเนรคุณ อันเป็นต้นเหตุให้จำเลยมีสิทธิถอนคืนการให้ได้ แล้ว ก็ชอบที่จำเลยจะไปว่ากล่าวเป็นคดีอีกเรื่องหนึ่งต่างหากฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่อาจรับไว้พิจารณารวมกับฟ้องเดิมได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ว่าจ้างโจทก์ให้ว่าความฟ้องของนายวานิช ไชยวรรณ