ลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ใช่ลูกจ้างของรัฐบาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 (2) ดังนั้นเงินบำนาญจึงอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 286 (3)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 เป็นข้อยกเว้นความรับผิดแห่งการบังคับคดีต้องตีความโดยเคร่งครัด การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากรัฐบาล มีงบประมาณของตนเอง ผู้ว่าการมีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนหรือลดขั้นเงินเดือนพนักงาน ลูกจ้างของการรถไฟฯ จึงไม่ใช่ลูกจ้างของรัฐบาลตามมาตรา 286 (2
พิพากษายืน ค่าฤาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ จำเลยมิใช่ลูกจ้างของรัฐบาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 (2) สิทธิเรียกร้องในเงินบำนาญของจำเลยที่มีต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 286 (3) การอายัดเดือนละ 8,074.84 บาท เหมาะสมแล้ว
โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ ศาลมีคำสั่งอายัดเงินบำนาญที่จำเลยได้รับจากการรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยอ้างว่าเป็นลูกจ้างของรัฐบาลจึงได้รับยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 (2) แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ใช่ลูกจ้างของรัฐบาล เงินบำนาญจึงถูกอายัดได้
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2541/2545นายอภิวัชร์สุขบุญมากนางสาววนิดากะลัมพะเหติ ป.วิ.พ. ม. 286 (2), ป.วิ.พ. มาตรา 286 เป็นข้อยกเว้นความรับผิดแห่งการบังคับคดีจะต้องตีความโดยเคร่งครัด การที่การรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งก่อตั้งเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ได้แยกออกจากรัฐบาลเป็นเอกเทศต่างหาก เมื่อจำเลยเป็นลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนหรือลดขั้นเงินเดือน และรับรายได้เป็นเดือนจากงบประมาณของการรถไฟแห่งประเทศไทย มิใช่จากเงินจัดสรรงบประมาณเหมือนข้าราชการและลูกจ้างของรัฐบาล จำเลยจึงหาใช่ลูกจ้างของรัฐบาลตามความหมายของป.วิ.พ. มาตรา 286 (2) ไม่ เมื่อจำเลยมิใช่ลูกจ้างของรัฐบาล สิทธิเรียกร้องในเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ของจำเลยที่มีอยู่ต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้เป็นนายจ้าง จึงตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามป.วิ.พ. มาตรา 286 (3)คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยิมจำนวน ๖๓๔,๙๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้อายัดเงินสงเคราะห์ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการรถไฟแห่ง ประเทศไทย เนื่องจากจำเลยได้พ้นจากการเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ และของต้นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐