การละทิ้งหน้าที่ไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ในเวลาทำงานเพียงชั่วขณะของลูกจ้างรายเดือน ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับ
คำว่า "ทุจริต" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) ต้องตีความตามพจนานุกรม คือ ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การละทิ้งหน้าที่เพียงชั่วขณะโดยไม่ได้รับประโยชน์เพิ่ม ไม่ถือเป็นทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจทำให้เสียหาย และหากข้อบังคับมิได้ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นกรณีร้ายแรง ก็ไม่ถือว่าฝ่าฝืนข
การกระทำของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้เสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับกรณีร้ายแรง จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสอง
โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างรายเดือน ละทิ้งหน้าที่ไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ในเวลาทำงานเพียงชั่วขณะ ไม่เคยถูกตักเตือนมาก่อน และข้อบังคับของจำเลยมิได้ระบุว่าการละทิ้งหน้าที่เป็นกรณีร้ายแรง
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2556 - 2557/2545นาย วิธาน เลาห์มีสุขกับพวกบริษัท มาจอเร็ตต์ (ประเทศไทย)จำกัด พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (1), พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ และมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต"ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรมคือ ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างรายเดือน ลักษณะการจ้างมิได้ถือเอาการทำงานในแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าจ้าง การที่โจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่ไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ในวันเกิดเหตุระหว่างเวลาทำงานเพียงชั่วขณะไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับประโยชน์เพิ่ม แม้การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงการทำงานไปบ้าง และเป็นผลให้จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างโดยไม่ได้รับประโยชน์จากการทำงานเป็นการตอบแทน ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองกระทำทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองไม่เคยถูกตักเตือนมาก่อน ทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ก็มิได้ระบุว่า การละทิ้งหน้าที่หรือหลีกเลี่ยงการทำงานเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างกรณีร้ายแรง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองคดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นกา