ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2745/2523

ประเด็นกฎหมาย

การโอนที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อหลีกเลี่ยงการยึดขายทอดตลาดชำระหนี้ เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่

หลักกฎหมาย

ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ครอบครองจะครอบครองอยู่แต่ก็ไม่มีสิทธิครอบครองอันจะนำไปโอนให้ผู้อื่นได้ตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้อง

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นยกฟ้อง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 และ 2 เป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ใบ ภ.บ.ท.6) ซึ่งไม่มีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ได้ จึงโอนให้จำเลยที่ 3 เพื่อขอออก น.ส.3 ก. หลบการยึดขายทอดตลาดชำระหนี้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2745/2523นายวิเชียร คำทองแท้โจทก์นายเกียงหรือเกรียง ภู่ตระกูล กับพวกล. ป.พ.พ. ม. 1304, ม. 1367 ป.อ. ม. 340 ป.วิ.พ. ม. 249 ป.วิ.อ. ม. 15 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นผู้ครอบครองที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยทั้งสองก็ไม่มีสิทธิครอบครองอันจะนำไปโอนให้แก่จำเลยที่ 3 หรือบุคคลอื่นได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้สมคบกันเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน โดยจำเลยที่ ๑ และหรือจำเลยที่ ๒ ได้ทำนิติกรรมโอนที่ดินตามใบ ภ.บ.ท.๖ ซึ่งเป็นของจำเลยที่ ๑ และหรือจำเลยที่ ๒ ให้แก่จำเลยที่ ๓ เพื่อขอออก น.ส.๓ ในนามของจำเลยที่ ๓ เพื่อมิให้โจทก์นำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่มีกรรมสิทธิ์ครอบครองและจะโอนให้แก่กันหรือบุคคลภายนอกไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นผู้ครอบครอง จำเลยทั้งส