ผู้เช่าต้องปฏิบัติตามขั้นตอน คชก. ก่อนฟ้องขอโอนที่ดินหรือไม่ และศาลสามารถหยิบยกปัญหาอำนาจฟ้องเองได้หรือไม่
ผู้เช่าต้องร้องขอ คชก.ตำบลและอุทธรณ์ตามขั้นตอนก่อนฟ้อง หากไม่ทำถือว่าไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงหยิบยกวินิจฉัยเองได้
ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายก่อนฟ้อง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินคดีเฉพาะส่วนฟ้องแย้งของจำเลยต่อไป
โจทก์ฟ้องขอให้โอนที่ดินโดยอ้างว่าผู้ให้เช่าขายโดยไม่แจ้ง แต่ไม่ได้ร้องขอต่อ คชก.ตำบลหรืออุทธรณ์ตามขั้นตอน พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ก่อนมาฟ้องคดี
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3329/2529นายประยงค์ เหลืองละออโจทก์นายสุวัฒน์ ตันติอำนวยจำเลย ป.วิ.พ. ม. 55, ม. 104, ม. 142 (5), ม. 249 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 การฟ้องขอให้ผู้รับโอน โอนนาหรือที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น ซึ่งมีพระราชกฤษฎีกาควบคุมให้แก่ผู้เช่า โดยอ้างว่าผู้ให้เช่าขายไปโดยมิได้แจ้งให้ผู้เช่าทราบนั้น ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อนกล่าวคือ ต้องมีการร้องขอต่อ คชก. ตำบลเพื่อวินิจฉัยให้จำเลยขายที่ดินให้แก่โจทก์เสียก่อน เมื่อ คชก.ตำบลวินิจฉัยเป็นประการใด ผู้ไม่พอใจมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ คชก.จังหวัดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัย แต่ต้องไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ คชก. ตำบลมีคำวินิจฉัย มิฉะนั้นให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นถึงที่สุดหาก คชก.จังหวัดวินิจฉัยแล้วยังไม่เป็นที่พอใจจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีได้ เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีทันทีโดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายบังคับไว้ เช่นนี้ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องและอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จำเลยฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารรื้อถอนบ้านเรือนออกจากที่พิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งไว้ว่า โจทก์เช่าที่ดินพิพาทเพื่อการเกษตรกรรม ปลูกพืชล้มลุกเช่นกล้วยเป็นพืชหลักและเป็นรายได้หลักตลอดมาปัญหาจึงอยู่ที่ว่าต้นกล้วยเป็นพืชไร่หรือไม่ การปลูกต้นกล้วยของโจทก์ถึงขนาดเป็นการทำนาหรือไม่ ถ้าเป็นที่ดินที่ทำก็ถือได้ว่าเป็นนาตามบทบัญญัติใน มาตรา 21แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โจทก์จึงอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวให้ยังไม่ต้องถูกขับไล่ออกจากที่เช่าก็ได้ จึงเป็นเรื่องที่ศาลจะพึงพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายก