ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2519/2530
ประเด็นกฎหมาย
การที่จำเลยไม่ส่งเอกสารตามหมายเรียกครบถ้วน โจทก์สามารถอาศัยข้อสันนิษฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 123 ได้หรือไม่ และการเรียกเก็บเงินค่าก่อสร้างจากผู้เช่าช่วงใน
หลักกฎหมาย
1. หากเอกสารบางส่วนค้นหาไม่พบหรือบุคคลอื่นมิได้ส่งมา และโจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลออกหมายเรียกจากบุคคลอื่น โจทก์ไม่สามารถอาศัยประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 123 เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างได้ 2. การที่ผู้ก่อสร้างเรียกค่าก่อสร้างจากผู้เช่าช่วงในรูปแบบเงินช่วยเหลือก่อสร้าง ถือเป็นการรับจ้
คำวินิจฉัย
พิพากษายืน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ โดยยกกรรมสิทธิ์อาคารให้ทางราชการ แต่มีสิทธิให้เช่าช่วงและเก็บเงินค่าก่อสร้างจากผู้เช่าช่วง เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่ารายรับที่โจทก์แสดงต่ำกว่าความเป็นจริง และจำเลยไม่สามารถจัดส่งเอกสารที่ศาลหมายเรียกได้ครบถ้วน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2519/2530ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ.จิระก่อสร้างโจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 587 ป.วิ.พ. ม. 123 ป.รัษฎากร ม. 78 บัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากร ประเภทการค้า 4 ตัวเลขที่แสดงรายรับตามสมุดบัญชีและเอกสารที่โจทก์อ้างนั้น โจทก์ได้แสดงไว้ในแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.5) และแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้า (ภ.ค. (พ) 4) ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้วิเคราะห์แล้ว เห็นว่ารายรับที่โจทก์แสดงต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากนั้นปรากฏว่าเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกจากจำเลย จำเลยได้จัดส่งศาลตามหมายเรียกที่ส่งไม่ได้บางฉบับจำเลยก็มีหนังสือแจ้งต่อศาลว่า ค้นหาไม่พบ และบางฉบับบุคคลอื่นมิได้ส่งมา ทั้งเอกสารบางฉบับที่จำเลยแจ้งต่อศาลว่าบุคคลอื่นมิได้ส่งมอบแก่จำเลยโจทกก็มิได้ขอให้ศาลออกหมายเรียกจาก บุคคลนั้น ดังนี้ โจทก์จะอาศัยประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 ว่าต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างหาได้ไม่ โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากทางราชการเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องเสียค่าตอบแทน บางอย่าง และยกกรรมสิทธิ์อาคารแก่ทางราชการ แต่โจทก์ก็มีสิทธินำอาคารเหล่านั้นไปใช้เช่าช่วงแล้วเก็บเงินค่าก่อสร้างจากผู้เช่าช่วง ย่อมเป็นความประสงค์ของทางราชการได้ว่า ประสงค์ที่จะก่อสร้างอาคารพาณิชย์แล้วนำออกให้เช่านั่นเอง แต่แทนที่จะว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ก่อสร้างโดยตรงแล้วนำออกให้เช่า กลับดำเนินการด้วยวิธีทำความตกลงให้โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างแล้วให้โจทก์ไปเรียกค่าก่อสร้างจากผู้เช่าช่วงในรูปแบบของเงินช่วยเหลือก่อสร้าง ฉะนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้ามีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้าง โจทก์จึงมีหน้า