ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2825/2531

ประเด็นกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานะปัญหาข้อกฎหมายในคดีแขวง ซึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะผิดกฎหมายวิธีพิจารณา

หลักกฎหมาย

คดีแขวงที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานในฐานะปัญหาข้อกฎหมายเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ และพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

คดีแขวงศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์รับไว้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ทำไม่ชอบ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2825/2531นายสนอง ลาภานิกรณ์ กับพวกโจทก์บริษัทกรุงเทพแรงงาน จำกัด กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 341 ป.วิ.อ. ม. 15, ม. 195, ม. 225 ป.วิ.พ. ม. 249 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาใน ศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 22 โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารของโจทก์ที่ 7 แล้วพิจารณาตัดสินเป็นโทษแก่โจทก์คนอื่น ๆ ด้วย เป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณา และศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนถูกต้อง เป็นอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์สั่งรับอุทธรณ์และวินิจฉัยมาในฐานะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวต่อมาไม่ได้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ทั้งเจ็ดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสามสามารถจัดหางานให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดทำได้ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย แต่โจทก์ทั้งเจ็ดต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทางและค่าตอบแทนแก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ทั้งเจ็ดหลงเชื่อจึงมอบเงินคนละจำนวนให้แก่จำเลยทั้งสาม ความจริงจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งเจ็ดไปทำงานยังประเทศดังกล่าวได้ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓, ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ ๓ หลบห