อำนาจฟ้องของกรมทางหลวงหลังโอนกิจการ และอายุความคดีละเมิดเมื่อรัฐเพิ่งทราบความเสียหาย
สิทธิเรียกร้องโอนโดยผลกฎหมายไม่ต้องบอกกล่าวลูกหนี้ และอายุความ 1 ปีเริ่มนับเมื่อรัฐรู้ตัวผู้กระทำและเหตุการณ์ละเมิด
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลยที่ 2
กรมทางหลวงเปลี่ยนสังกัดและชื่อโดยกฎหมาย ลูกหนี้ยักยอกเงิน ผู้บังคับบัญชาประมาท รัฐรู้เรื่องหลังตรวจสอบบัญชีเสร็จ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1798/2511กรมทางหลวง โดยนายอุทัย วุฒิกุล รักษาการในตำแหน่งอธิบดีโจทก์นายอ่วม มูสิกพรรณ ที่ 1 นายก่าย ภวภูตานนท์ ที่ 2จำเลย ป.พ.พ. ม. 420, ม. 448 ป.วิ.พ. ม. 4 พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2506 คดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยสองคนรับผิดทางแพ่ง ปรากฏว่าจำเลยคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล และมูลคดีก็เกิดขึ้นในเขตศาลนั้น ทั้งพยานหลักฐานส่วนใหญ่ก็อยู่ในจังหวัดนั้นด้วยทั้งโจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องจนศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลได้ การที่ศาลรับฟ้องคดีนั้นไว้พิจารณาพิพากษาจึงเป็นการชอบแล้ว เดิมกรมทางหลวงมีชื่อว่ากรมทางหลวงแผ่นดิน สังกัดกระทรวงคมนาคม ต่อมาได้มีกฎหมายบัญญัติให้กรมทางหลวงแผ่นดินอยู่ในสังกัดกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ฯลฯ ไปเป็นของกรมทางหลวงนั้น โดยผลแห่งกฎหมาย หนี้สินและสิทธิเรียกร้องที่กรมทางหลวงแผ่นดินมีต่อจำเลยลูกหนี้ย่อมโอนไปยังกรมทางหลวงโจทก์ โดยมิพักต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้แต่อย่างใดและโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ การที่จำเลยที่ 1 รับราชการอยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ได้ยักยอกเงินของทางราชการไปด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเช่นนี้ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด กรณีละเมิดนั้น เมื่อโจทก์เพิ่งได้ทราบเรื่องจำเลยยักยอกจากการตรวจสอบบัญชีและหลักฐานการสอบสวนจากพนักงานเจ้าหน้าที่และมาฟ้องคดีในเวลายังไม่ครบ 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ตัวผู้กระทำละเมิดและรู้ถึงการกระทำละเมิด คดีของโจทก์จึงยังหาขาดอายุความไม่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ขณะรับราชการเป็นหัวหน้าบัญชีโทประจำเขตการทางสงขลา มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินได้ยักยอกเงินของโจทก์ และจำเลยที่ ๒