ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438 - 439/2512
ประเด็นกฎหมาย
อายุความคดีละเมิดเริ่มนับเมื่อใด และผลของคำพิพากษายกฟ้องคดีอาญาต่อคดีแพ่งเป็นอย่างไร
หลักกฎหมาย
อายุความเริ่มนับเมื่อรู้ตัวผู้ละเมิด แม้คดีอาญาจะยกฟ้อง ศาลแพ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ หากจำเลยประมาทเลินเล่อต้องรับผิด
คำวินิจฉัย
พิพากษายกฟ้องสำนวนแรก คงให้นายประพิทย์รับผิดในสำนวนหลัง
ข้อเท็จจริงสำคัญ
ข้าราชการกรมสรรพากรถูกกล่าวหายักยอกเงินภาษี ศาลอาญายกฟ้อง แต่ศาลแพ่งพิจารณาว่าหัวหน้างานประมาทเลินเล่อต้องร่วมรับผิด
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438 - 439/2512กระทรวงการคลัง (โดยนายโชติ คุณะเกษมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)นายประพิทย์ จันพิศาล ที่ 1 กับพวกรวม 5 คนจำเลยกระทรวงการคลัง (โดยนายโชติ คุณะเกษมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)นายไมตรี ศรีรัตนะ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คนจำเลย ป.พ.พ. ม. 163, ม. 169, ม. 420, ม. 424, ม. 448 ป.วิ.อ. ม. 46, ม. 47, ม. 51 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 กระทรวงการคลังฟ้องคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยฐานละเมิดเกี่ยวกับเงินภาษีอากรของกรมสรรพากรซึ่งถูกยักยอกไป อายุความเริ่มนับแต่วันที่อธิบดีกรมสรรพากรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อปรากฏการทุจริตยักยอกเงินภาษีอากร และกรมสรรพากรได้ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนพฤติการณ์ ย่อมถือได้ว่าอธิบดีกรมสรรพากร ได้รู้ถึงการละเมิดแล้วต่อมาสรรพากรจังหวัดซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งได้เสนอรายงานให้อธิบดีกรมสรรพากรทราบเรื่องการทุจริตและการจับกุมผู้อยู่ในข่ายสงสัยว่าจะสมคบกันทุจริต ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ในพวกที่ถูกจับด้วยนั้น. และต่อมาบุคคลเหล่านี้ก็ได้ถูกผู้ว่าคดีฟ้องกล่าวโทษเป็นคดีอาญาขึ้น. ต้องถือว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตั้งแต่วันที่ได้รับรายงานจากสรรพากรจังหวัด คณะกรรมการซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรตั้งขึ้นสอบสวนการทุจริตรายงานว่าตรวจพบการทุจริตเพิ่มเติมอีก แต่กรรมการเห็นไม่ลงรอยกันในตัวผู้ต้องรับผิด อธิบดีกรมสรรพากรจึงสั่งให้รองอธิบดีพิจารณา รองอธิบดีพิจารณาแล้วเสนอความเห็นว่าควรให้กองวิทยาการ กรมตำรวจ พิสูจน์ลายมือผู้ทุจริตให้แน่นอนก่อน อธิบดีกรมสรรพากรสั่งให้นำเข้าประชุมปรึกษา กรรมการในที่ประชุมก็เห็นไม่ตรงกัน อธิบดีกรมสรรพากรจึงตั้งกรรมการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง