ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2576/2516
ประเด็นกฎหมาย
บริษัทผู้ถือหุ้นรู้เห็นร่วมกันให้ธนาคารถือครองหุ้นเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นความผิดอาญา สามารถเรียกร้องค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นผู้ไม่สุจริตด้วยกันได้หรือไม่
หลักกฎหมาย
การที่บริษัทและธนาคารรู้เห็นสมยอมกันให้ธนาคารถือครองหุ้นเกินอัตรากฎหมายซึ่งเป็นการกระทำผิดอาญา ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่สุจริตด้วยกัน บริษัทผู้ถือหุ้นจึงไม่สามารถยกสิทธิอันไม่สุจริตซึ่งเกิดจากการกระทำความผิดทางอาญาด้วยกันมาเรียกร้องเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นผู้ไม่สุจริตด้วยกันได้
คำวินิจฉัย
พิพากษายืน ยกฟ้อง
ข้อเท็จจริงสำคัญ
บริษัทจำเลยที่ 1 (ธนาคาร) รับโอนหุ้นบริษัทโจทก์เกินร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียนและเงินสำรอง ซึ่งผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ โดยทั้งสองบริษัทรู้เห็นสมยอมกันเพื่อควบคุมการบริหารและถ่ายเทเงิน โดยบริษัทโจทก์รู้ดีว่า此举เป็นการกระทำผิดอาญา
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2576/2516บริษัทนครหลวงประกันชีวิตแห่งประเทศไทย จำกัด โดยนายมงคลศรียานนท์รองกรรมการอำนวยการ และพลตรีสงวน โรจน์วงศ์ กรรมการ(โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทน)โจทก์บริษัทธนาคารแห่งเอเซียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจำกัด ป.พ.พ. ม. 5, ม. 76, ม. 113, ม. 1119, ม. 1120 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2488 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 บริษัทโจทก์และบริษัทจำเลยที่ 1 ต่างรู้เห็นร่วมกันให้บริษัทจำเลยที่ 1ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีไว้ซึ่งหุ้นของบริษัทโจทก์เป็นจำนวนเกินกว่าที่พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์บัญญัติไว้ อันเป็นความผิดทางอาญา ย่อมได้ชื่อว่าต่างไม่สุจริตด้วยกัน เพราะร่วมกันก่อให้เกิดความผิดทางอาญาขึ้น บริษัทโจทก์จะยกสิทธิอันไม่สุจริต ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดทางอาญาด้วยกันมาเรียกร้องเงินค่าหุ้นของบริษัทโจทก์ซึ่งยังไม่ได้รับชำระจากบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ไม่สุจริตด้วยกันหาได้ไม่เมื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมซึ่งกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดด้วย กรณีดังกล่าวแล้วเป็นเรื่องเรียกเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระอันเกิดจากการร่วมกันใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจำเลยร่วมในฐานะผู้จัดการผู้ทำแทนบริษัทจำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัทโจทก์ จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 มาใช้หาได้ไม่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์๕,๕๐๐ หุ้น และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าหุ้นที่ค้างกับดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่านายสัญญา ยมะสมิต กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ได้ทำนิติกรรมรับโอนหุ้นบริษัทโจทก์ไว้โดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย เป็นการสมยอมระหว่