เทศบาลมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือไม่ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร หน่วยงานใหม่มีสิทธิดำเนินคดีต่อหรือไม่
การที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนดให้เทศบาลมีอำนาจให้เช่าที่ดินคราวละ 1 ปี ย่อมแสดงว่าเทศบาลมีสิทธิให้เช่า และเมื่อมีสิทธิให้เช่าก็ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้เช่าตามสัญญาได้ ส่วนเมื่อมีการยุบเลิกเทศบาลและจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยโอนทรัพย์สินและหน้าที่มา หน่วยงานใหม่มีสิทธิดำเนินคดีต่อจากหน
พิพากษายืน ให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายวัสดุสัมภาระออกไป และใช้ค่าเสียหาย
เทศบาลนครกรุงเทพฟ้องขับไล่ผู้เช่าที่ดินสวนลุมพินี สัญญาเช่าคราวละ 1 ปี ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ในระหว่างคดีมีการรวมเทศบาลเป็นเทศบาลนครหลวง และต่อมาถูกยุบเลิกจัดตั้งเป็นกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเข้ามาดำเนินคดีต่อ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2518เทศบาลนครหลวงโจทก์นางสังเวียน เชยกลิ่นเทศล. พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ป.พ.พ. ม. 68, ม. 537การที่จำเลยเช่าที่ดินบริเวณสวนลุมพินีกับเทศบาลนครกรุงเทพโจทก์คราวละ 1 ปีนั้น เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ หากเช่าเกินกว่า 1 ปี ต้องได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยก่อน เช่นนี้เป็นการแสดงอยู่ในตัวแล้วว่ากระทรวงมหาดไทยให้โจทก์มีอำนาจให้เช่าที่พิพาทได้คราวละ 1 ปี โจทก์จึงมีสิทธิให้จำเลยเช่าที่พิพาทได้เมื่อโจทก์มีสิทธิให้เช่าแล้วโจทก์ก็มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้เช่าตามสัญญาได้ เดิมเทศบาลนครกรุงเทพเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย แต่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 25 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2514 ให้รวมเทศบาลนครกรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรี จัดตั้งเป็นเทศบาลนครหลวง ประกาศของคณะปฏิวัติมีสภาพเป็นกฎหมายและตามประกาศฉบับนี้ข้อ 6 ให้เทศบาลนครหลวงมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยเทศบาล และข้อ 13 ให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยเทศบาล กฏกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งเกี่ยวกับเทศบาลมาใช้บังคับแก่เทศบาลนครหลวงโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดแย้งกับประกาศของ คณะปฏิวัติฉบับนี้ และคำว่าเทศบาลในกฎหมายดังกล่าวให้หมายรวมถึงเทศบาลนครหลวงด้วย เช่นนี้ตามข้อบัญญัติแห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวย่อมแปลได้ว่าเทศบาลนครหลวงเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 เมื่อรวมเทศบาลกรุงเทพ เทศบาลธนบุรี เป็นเทศบาลนครหลวงแล้วสิทธิและหน้าที่ของเทศบาลนครกรุงเทพที่ได้ทำไว้แต่เดิมจึงเปลี่ยนมาเป็นของเทศบาลนครหลวง เทศบาลนครหลวงจึงมีสิทธิดำเนินคดีต่อจากเทศบาลนครกรุงเทพได้ อนึ่ง ปรากฏต่อมาว่าขณะที่คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธร