ประทานบัตรทำเหมืองแร่เป็นทรัพย์สินหรือไม่ และการแบ่งแร่ถือเป็นค่าเช่าจนนำไปหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 10
ประมวลรัษฎากรมิได้นิยามทรัพย์สิน จึงใช้ความหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 99 โดยประทานบัตรทำเหมืองแร่เป็นทรัพย์สิน การแบ่งแร่ถือเป็นค่าเช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์
พิพากษายืน ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน โดยหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาเพียงร้อยละ 10 ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2502 มาตรา 5(1)(จ)
โจทก์ผู้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่ดีบุกไม่ได้ผลิตเอง แต่ให้บริษัทอื่นผลิตและแบ่งแร่ให้โจทก์ตามสัดส่วน โจทก์ขายแร่ได้และหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 90
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2855/2519นายประยูร โมนยะกุลโจทก์กรมสรรพากร กับพวกรวม 5 คนล. ป.พ.พ. ม. 99, ม. 537 ป.รัษฎากร ม. 40 (5) (ก), พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ม. 5 (1) (จ), ม. 8 (32) พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 75, ม. 76ประมวลรัษฎากรมิได้นิยามคำว่า "ทรัพย์สิน" ไว้ คำว่าทรัพย์สินตามประมวลรัษฎากรจึงต้องถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 99 การที่โจทก์ได้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ดีบุกนั้น ทำให้โจทก์มีสิทธิ์ทำเหมืองหรือขุดหาแร่ดีบุกในที่ดินตามประทานบัตรดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประทานบัตรนั้น สิทธิ์ดังกล่าวตามประทานบัตรของโจทก์จึงเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง และโจทก์สามารถให้เช่าได้ การที่โจทก์ให้ ฟ. ผลิตแร่ดีบุกในที่ดินตามประทานบัตรของโจทก์มีกำหนด 3 ปี เป็นสัญญาที่โจทก์ตกลงให้ ฟ. ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากประทานบัตรอันเป็นทรัพย์สินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และการที่ ฟ. ตกลงแบ่งแร่ดีบุกที่ผลิตได้แต่ละเดือนให้โจทก์ ถือว่า ฟ. ตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น ข้อตกลงดังกล่าวระหว่างโจทก์กับ ฟ. จึงเป็นการเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 โดยไม่คำนึงว่าจะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 หรือไม่ เมื่อ ฟ. แบ่งแร่ดีบุกให้โจทก์ตามที่ตกลงกันและโจทก์ขายแร่ดีบุกดังกล่าวไป เงินที่ได้จากการขายแร่ดีบุกดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(5) (ก) คือเงินที่ได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 5(1)