ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2277/2520

ประเด็นกฎหมาย

การใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริตก่อนจดทะเบียน ย่อมไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ แม้เครื่องหมายจะคล้ายกัน

หลักกฎหมาย

หากจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริตมาก่อนโจทก์จดทะเบียน การกระทำนั้นไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้เครื่องหมายจะคล้ายกัน ศาลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องความเหมือนหรือคล้ายกัน

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยใช้เครื่องหมาย MAX ในสินค้าจำพวก 2 โดยสุจริตมาก่อนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมาย max โจทก์ฎีกาเฉพาะเรื่องความคล้ายกันแต่ไม่โต้แย้งเรื่องละเมิด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2277/2520บริษัทสหสัมพันธมิตร จำกัดโจทก์บริษัทฟาร์อีสต์เพียเลส (ไทยแลนด์) 1986 จำกัดล. พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ป.วิ.พ. ม. 249ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้า MAX ในสินค้าจำพวก 2 โดยสุจริตมาก่อนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า max ในสินค้าจำพวก 2 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้วินิจฉัยแต่เพียงข้อเดียวว่าเครื่องหมายการค้า MAX ที่จำเลยใช้กับเครื่องหมายการค้า max ที่โจทก์จดทะเบียนไว้เหมือนหรือคล้ายกันเท่านั้น ไม่ได้ฎีกาในเรื่องจำเลยทำละเมิด ดังนั้น แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยตามปัญหาที่โจทก์ฎีกามาก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนเป็นโจทก์ชนะขึ้นมาได้ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า max สำหรับสินค้าจำพวก ๒ ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว จำเลยจำหน่ายสินค้าจำพวก ๒ เครื่องหมายการค้าอย่างเดียวกับของโจทก์ ใช้ตัวอักษรโรมันว่า MAX เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จึงขอให้จำเลยระงับหรืองดใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยใช้เครื่องหมายการค้า MAX มาก่อนจึงมีสิทธิใช้ได้โดยชอบ จึงฟ้องแย้งให้โจทก์งดใช้เครื่องหมายการค้า max และจดทะเบียนเพิกถอน จำเลยทิ้งฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยใช้เครื่องหมายการค้า MAX มาช้านานโดยสุจริต ไม่ทำให้บริษัทโจทก์เสียหาย และเครื่องหมายการค้าของจำเลยกับของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกัน พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า