ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2533
ประเด็นกฎหมาย
ความถูกต้องและอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินในการประเมินภาษีเพิ่มเติม เมื่อเอกสารต้นทางที่จำเลยครอบครองไม่สามารถนำสืบต่อศาลได้
หลักกฎหมาย
หากเอกสารที่เป็นที่มาของรายได้ที่เจ้าพนักงานอ้างว่าสูงกว่าความเป็นจริงนั้นอยู่ในความครอบครองของจำเลย แต่จำเลยมิได้ส่งเอกสารต่อศาลเพื่อพิจารณาความถูกต้อง โดยอ้างว่าหาไม่พบโดยไม่มีเหตุผล ทั้งที่เอกสารไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย และผู้ทำรายการรายได้ไม่ได้มาเบิกความรับรองว่าถูกต้องตรงกับต้นเรื่อง จึงไม่อาจรับฟั
คำวินิจฉัย
พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแจ้งการประเมินและแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่ม รวมถึงเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ข้อเท็จจริงสำคัญ
เจ้าพนักงานของจำเลยเรียกตรวจสอบบัญชีและเอกสารของโจทก์ โดยได้รับมอบเอกสารตามใบรับ แต่เมื่อโจทก์ขอคำสั่งเรียกเอกสารเพื่อพิสูจน์รายได้ที่เจ้าพนักงานอ้างว่าสูงกว่าความเป็นจริง จำเลยที่ ๑ อ้างว่าหาเอกสารไม่พบและไม่ได้ส่งเอกสารต่อศาล เอกสารที่หายไปไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย และเป็นที่มาของรายการรายได้ที่เจ้าพนัก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2533ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครขนส่งบริการโจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร ม. 19, ม. 20, ม. 87, ม. 87 ทวิ ป.วิ.พ. ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และเอกสารเหล่านั้นเป็นที่มาของรายการรายได้ที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่ามีจำนวนสูงกว่ารายได้ที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี แต่จำเลยมิได้ส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาถึงความถูกต้องโอย อ้างว่าหาไม่พบโดยไม่มีเหตุผล ทั้ง ๆ ที่เอกสารเหล่านั้นไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย ผู้ทำรายการรายได้ที่อ้างว่ารวบรวมจากเอกสารดังกล่าวก็ไม่ได้มาเบิกความรับรองว่าถูกต้องตรงกับต้นเรื่อง จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ารายการรายได้ดังกล่าวเป็นความจริงและถูกต้อง และโจทก์ยื่นรายการเสียภาษีต่ำกว่ารายได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจที่จะประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นตามที่แจ้งการประเมินโจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบภาษีของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๑๕-๒๕๑๘ และได้รับมอบบัญชีและเอกสารของโจทก์ไปแล้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานของจำเลยเรียกเก็บภาษีการค้าสำหรับเดือนสิงหาคม - ธันวาคม ๒๕๑๘ และเดือนมกราคม - ธันวาคม ๒๕๑๗ เป็นเงิน ๑๐,๑๔๕.๙๗ บาท และ ๓๒,๔๕๒.๐๓ บาทตามลำดับ และเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี๒๕๑๕ และ ๒๕๑๘ เป็นเงิน ๘๓,๖๒๙.๓๘ บาท และ ๑๓๘,๕๘๗.๒๘ ตามลำดับโจทก์ไม่เข้าใจว่าเจ้าพนักงานของจำเลยนำยอดเงินรายการใดจากสมุดบัญชีหรือเอกสารรายใดมาคำนวณภาษีให้โจทก์ชำระเพิ่มเติมเจ้าพนักงานของจำเลยไม่สามารถชี้แจงให้โจทก์ทราบได้ โจทก์ขอดูสมุดบัญชีและเอกสารที่ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานของจำเลยก็ได้รับแจ้งว่าหาไม่พบ การประเมินดังกล่าว