ประมวลรัษฎากร มาตรา 20
ตัวบท
มาตรา 20 เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้าบางประเภทซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ซึ่งยังมีสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าคงเหลืออยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไปตามประเภทและเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ เมื่อขายสินค้าคงเหลือดังกล่าว (1) เป็นสินค้าประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ เรือกำปั่นหรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป (2) สินค้าตาม (1) ต้องเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้เพื่อขาย โดยได้ซื้อสินค้าดังกล่าวจากผู้ผลิตหรือจากผู้นำเข้าและได้มีการส่งมอบก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 หรือเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำเข้าก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 (3) เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ให้เช่าซื้อหรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้วโดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ (4) เป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และ (5) เป็นสินค้าที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอยกเว้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอยกเว้นอีกต่อไป คำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแและชำระภาษีรวมกันก็ให้ยื่นคำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด
ฎีกาที่อ้างมาตรานี้
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4389/2547
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2851/2540
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8155/2540
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10341/2550
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1281/2525 — อายุความในการประเมินภาษีและการขอเฉลี่ยทรัพย์ของเจ้าหนี้ภาษีอากร
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8685/2543
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2540
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1809/2540
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8155/2540
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1271/2541
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2541
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1540 - 1541/2520 — รายได้จากการขายที่ดินของห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อการค้าหากำไรต้องเสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าหรือไม่
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2533 — ความถูกต้องและอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินในการประเมินภาษีเพิ่มเติม เมื่อเอกสารต้นทางที่จำเลยครอบครองไม่สามารถนำสืบต่อศาลได้
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2533 — การแจ้งการประเมินภาษีแก่ผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนาเฉพาะการชำระบัญชี ภายในสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2547
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4389/2547