ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2533

ประเด็นกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ โดยอ้างว่าความผิดเป็นภัยร้ายแรงต่อส่วนรวม โดยโจทก์มิได้นำสืบ และศาลมิได้หยิบยกคำแก้ฎีกาจำเลยมาว่ากล่าว

หลักกฎหมาย

ความผิดใดเป็นภัยร้ายแรงต่อส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไป โจทก์ไม่ต้องนำสืบ ศาลอาจหยิบยกวินิจฉัยได้ การกำหนดโทษใหม่โดยศาลอุทธรณ์ถือได้ว่าได้พิจารณาคำแก้ฎีกาประกอบกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องหยิบยกคำแก้ฎีกามาว่ากล่าวโดยเฉพาะ

คำวินิจฉัย

ฎีกาข้อที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้วฟังไม่ขึ้น แต่ฎีกาขอให้รอการลงโทษฟังขึ้น ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเล่นการพนันสลากกินรวบรายย่อย มีบุตรต้องอุปการะ ไม่มีประวัติผิดมาก่อน ศาลอุทธรณ์แก้โทษจำคุก 4 เดือน ไม่รอการลงโทษ โดยอ้างว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อส่วนรวม

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2533พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีโจทก์นางบังอร กระจ่างมลจำเลย ป.วิ.อ. ม. 15, ม. 186, ม. 214 ป.วิ.พ. ม. 84 (1) พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 การกระทำความผิดใดเป็นภัยร้ายแรงต่อส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์มิต้องนำสืบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และสภาพความผิดดังกล่าว ศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ การที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ตลอดจนคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยประกอบกันด้วยแล้ว ไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องหยิบยกเอาคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยขึ้นมาว่ากล่าวให้ปรากฏรายละเอียดประการอื่น โดยเฉพาะแต่ประการใดโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเล่นการพนันสลากกินรวบ อันเป็นการพนันตามบัญชี ข. หมายเลข ๑๖ ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ พนันเอาทรัพย์สินกัน โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานโดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกิตรับใช้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๑๐, ๑๒, ๑๕ ริบของกลาง และสั่งจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดือน ปรับ ๒,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๕, ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง กับให้จำเลยใช้สินบนกึ่งหนึ่งของค่าปรับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก ๔ เดือน สถานเดียวจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่