ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2533

ประเด็นกฎหมาย

การแจ้งการประเมินภาษีแก่ผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนาเฉพาะการชำระบัญชี ภายในสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

หลักกฎหมาย

ในการชำระบัญชีเพื่อเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อผู้ชำระบัญชีเลือกกำหนดสถานที่ใดเป็นสำนักงานชำระบัญชี สถานที่นั้นเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 49 แม้เสร็จการชำระบัญชีและจดทะเบียนเลิกห้างแล้ว ภูมิลำเนาเฉพาะการยังคงอยู่ต่อไปอีกจนสิ้นระยะเวลาสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตา

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรค้าง 236,483.87 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของยอดเงิน 348,818.67 บาท จนถึงวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนเลิกห้างและเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่เจ้าพนักงานประเมินนำหนังสือแจ้งการประเมินไปปิดไว้ที่บ้านซึ่งเป็นสำนักงานชำระบัญชี ภายในสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีได้รับทราบแล้ว แต่หุ้นส่วนอื่นไม่ได้รับแจ้ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2533กรมสรรพากรโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญนาวาทรานสปอร์ต กับพวกจำเลย ป.พ.พ. , ม. 1272 ป.รัษฎากร ม. 20ในการชำระบัญชีเพื่อเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อผู้ชำระบัญชีได้เลือกกำหนดเอาสถานที่ใดเป็นสำนักงานชำระบัญชี ต้องถือว่าสถานที่นั้นเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการชำระบัญชีของห้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 49 แม้จะเสร็จการชำระบัญชีและได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วก็ตามแต่ภูมิลำเนาเฉพาะการดังกล่าวนั้น จะยังคงอยู่ ณ สถานที่นั้นต่อไปอีกจนสิ้นระยะเวลาสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้ผู้ชำระบัญชีของห้างที่จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ทราบโดยชอบแล้วก็มีผลใช้ได้ แม้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ จะไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดได้จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๒๗ และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๒๗ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ ๑เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบภาษีของจำเลยที่ ๑ ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี ๒๕๒๕ และ ๒๕๒๖ แล้ว ได้แจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ ๑ให้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมทั้งเงินเพิ่ม เป็นเงิน ๓๔๘,๘๑๘.๖๗ บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑และที่ ๒ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ชำระค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ไม่อุทธรณ์การประเมิน เมื่อจดทะเบียนเลิกห้างจำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีได้จ่ายทุนพร้อมกำไรค