ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5179 - 5180/2533

ประเด็นกฎหมาย

การนำสืบพยานบุคคลเพื่อแสดงว่าใบเสร็จรับเงินเป็นการชำระหนี้จำนวนใดในคดีฟ้องบังคับจำนองและสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

หลักกฎหมาย

การชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงนำพยานบุคคลมาสืบว่าใบเสร็จรับเงินที่จำเลยอ้างเป็นการออกให้เพื่อการชำระหนี้จำนวนใดได้ ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารและไม่เป็นการสืบเพิ่มเติ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในสำนวนที่สองเป็นเงิน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจำนอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องบังคับจำนองและเรียกชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วและมีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวออกให้เพื่อการชำระหนี้จำนวนใด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5179 - 5180/2533นายสุนิตย์ สุดสังเกต หรือ สุดสังเกตุโจทก์นางสิน รื่นสุนทรจำเลย ป.พ.พ. , ม. 746, ม. 850 ป.วิ.พ. , , ม. 249 วรรคแรกเมื่อศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำเอาคำเบิกความของพยานโจทก์ตามบัญชีระบุพยาน ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นหลังจากที่สืบพยานจำเลยเสร็จแล้วมาวินิจฉัยในการฟังข้อเท็จจริง ฉะนั้น ฎีกาของจำเลยที่ว่าการยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์ฉบับดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก การชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์ย่อมนำพยานบุคคลมาสืบว่าใบเสร็จรับเงินที่จำเลยอ้างเป็นการออกให้เพื่อการชำระหนี้จำนวนใดได้ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารและไม่เป็นการสืบพยานเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ก) และ (ข).โจทก์ฟ้องสำนวนแรก ขอบังคับจำนองที่ดินให้จำเลยชำระหนี้จำนองจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๔ ต่อปี และฟ้องสำนวนที่สองว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ระงับหนี้สัญญากู้เงินดังกล่าวโดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท กับชำระเงินสดให้แก่โจทก์ ๑๕๐,๐๐๐บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐๓,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้ส่งมอบรถไถนาพร้อมเครื่องยนต์และอุปกรณ์ให