ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6094/2533

ประเด็นกฎหมาย

ความประมาทในการขับรถแซงบนสะพานล้ำเส้นทึบเป็นเหตุให้เกิดชนกับรถจักรยานยนต์ที่ขับสวนมา

หลักกฎหมาย

การฝ่าฝืนกฎหมายจราจรของผู้เสียหายมิใช่เหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดการชน หากผู้กระทำละเมิดเป็นฝ่ายประมาทแต่เพียงผู้เดียว ผู้เสียหายย่อมไม่มีส่วนประมาทร่วม สิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการเป็นสิทธิที่รัฐกำหนดให้ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย ผู้เสียหายยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดได้อีก

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 10,335 บาท พร้อมดอกเบี้ย และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกแซงรถคันอื่นบนสะพานล้ำเส้นทึบแบ่งกึ่งกลางถนน เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ที่ 2 ขับสวนมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กม./ชม. โดยมีโจทก์ที่ 1 และที่ 3 นั่งซ้อนท้าย รวม 3 คน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6094/2533นางอำไพ สุขสวัสดิ์ กับพวกโจทก์นายชูชาติ ธูปประทีปจำเลย ป.พ.พ. ม. 420, ม. 438 ป.วิ.พ. แม้โจทก์ที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 นั่งซ้อนท้ายมาด้วย เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่เหตุดังกล่าวมิใช่เหตุโดยตรงที่ทำให้รถเกิดเฉี่ยวชนกันเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถแซงรถผู้อื่นบนสะพานล้ำเส้นทึบแบ่งกึ่งกลางถนนออกไปเฉี่ยวชนรถโจทก์ที่ 2 ซึ่งขับมาด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ที่ 2 เป็นข้าราชการ แม้จะมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งในส่วนของตนตลอดจนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาและโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรก็ตาม สิทธิดังกล่าวก็เป็นสิทธิที่รัฐกำหนดให้แก่ข้าราชการไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยผู้ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดได้อีก โจทก์ทั้งสามฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดมาในฟ้องเดียวกันโดยแยกทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมา ชัดเจน เป็นส่วนของแต่ละคน เมื่อทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 3 เรียกร้องไม่เกิน 50,000 บาทและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3จะฎีกาเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายของโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นบิดามารดาโจทก์ที่ ๓ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน ๘๐-๐๒๔๗ สมุทรสาคร จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๒บรรทุกสินค้าไปในทางการที่จ้างขอ