ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2560

ประเด็นกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาคดีโดยมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับการที่โจทก์ไม่แถลงดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ซึ่งอาจถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบด้วยกร

หลักกฎหมาย

เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งในเรื่องที่โจทก์อาจทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ต้องมีคำสั่งในเรื่องนั้นก่อนจึงจะพิพากษาคดีได้ หากมิได้มีคำสั่งดังกล่าวแล้วพิพากษาไป ถือเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา และการที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ไม่ถือว่าเป็นการใช้ดุลพิ

คำวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาในเรื่องที่โจทก์มิได้แถลงดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยไม่ได้ แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาไปตามกระบวนพิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และให้โจทก์ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ต่อมาส่งไม่ได้ โจทก์ไม่แถลง ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อพิจารณาสั่ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กลับพิพากษาคดีโดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวก่อน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2594/2548นางนิภาภรณ์ เวชรัชต์พิมลโจทก์นางสง่า เม็งสุวรรณจำเลย ป.วิ.พ. ม. 132, ม. 133, ม. 174, ม. 243 (1), ม. 247เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยภายใน 7 วัน หากไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ ถ้าไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยตามภูมิลำเนาจำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้รอโจทก์แถลง แต่โจทก์ก็ไม่ได้แถลงว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าว แต่กลับพิจารณาพิพากษาคดีไป จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาพิพากษาคดี และกรณีดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใดโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 20,188,265 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 814,133 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้ และโจทก์มิได้แถลงว่าจะดำเนินการอย่างใดภายในเวลาที่ศาล