ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2548

ประเด็นกฎหมาย

การตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นในที่รโหฐานเมื่อมีการกระทำความผิดซึ่งหน้า และการล่อซื้อโดยเจ้าพนักงานไม่ทำให้การกระทำของจำเลยขาดเจตนา รวมถึงการใช้กฎหมายที่แก

หลักกฎหมาย

การตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นในที่รโหฐานสามารถทำได้หากเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (2) เดิม การล่อซื้อโดยเจ้าพนักงานไม่ทำให้การกระทำของจำเลยขาดเจตนาหากจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อกฎหมายแก้ไขใหม่มีโทษเบากว่าต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำเลยทั้งสาม โดยลดโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย จำเลยที่ 1 ได้รับการลดโทษหนึ่งในห้าจากคำให้การที่เป็นประโยชน์ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 2 เดือน 12 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 9 ปี

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยในบ้านที่เกิดเหตุโดยไม่มีหมายค้น และจำเลยร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ดให้แก่เจ้าพนักงาน ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายยาเสพติดให้โทษซึ่งมีโทษเบากว่า

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2548พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรีโจทก์นายมงคล คมขำ กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 3, ม. 59 วรรคสอง, ม. 59 วรรคสาม ป.วิ.อ. ม. 92 (เดิม) (2), ม. 195 วรรคสอง, ม. 223, ม. 225, ม. 226 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15, ม. 66 พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 8, ม. 15 วรรคหนึ่ง, สาม (2), ม. 66 วรรคสองเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้ แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ ก็หาเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ในการตรวจค้นจับกุมไม่ เพราะเป็นกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้าที่กำลังกระทำลงในที่รโหฐานจึงตรวจค้นได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (2) (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ แม้คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม ก็มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดสำเร็จ หาใช่ว่าเมื่อมีการใช้อุบายวางแผนล่อซื้อต้องถือว่าขาดเจตนาซื้อขายกันจริง จึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยทั้งส