ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5677/2540

ประเด็นกฎหมาย

เงินได้จากการขายที่ดินที่แบ่งแยกเป็นแปลงย่อยและมีลักษณะเชิงธุรกิจ ถือเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรหรือไม่ แล

หลักกฎหมาย

การพิจารณาว่าเงินได้จากการขายที่ดินเป็นเงินได้ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 48(4) หรือไม่ ต้องพิจารณาเจตนาในการได้มาเป็นสำคัญ และพฤติการณ์ในระหว่างถือครองและขณะขายเป็นส่วนประกอบ หากมีการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย มีการซื้อเพิ่มเพื่อจัดสรรขาย สัญญาซื้อขายมีลักษณะเชิงธุรกิจ และผู้ขา

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะเบี้ยปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเบี้ยปรับภาษีการค้า และให้งดเบี้ยปรับดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ได้มาซึ่งที่ดินสามแปลงเป็นแปลงใหญ่ ต่อมาแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยมากกว่า 70 แปลง มีถนนตัดผ่านทุกแปลง โจทก์ยอมรับว่าแบ่งแยกเพื่อให้ขายง่ายขึ้น โจทก์ซื้อที่ดินเพิ่มอีกหลายแปลงเพื่อจัดสรรขายและให้เช่า สัญญาซื้อขายมีลักษณะเชิงธุรกิจ คือวางมัดจำ ผ่อนชำระเป็นงวด และคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน โจทก์เลิกทำน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5677/2540นาย ม้วน ขำ สนิทโจทก์กรมสรรพากรจำเลย ป.รัษฎากร ม. 27 ทวิ, ม. 48 (4) (ข) ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคแรก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29 พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ป.รัษฎากร บัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากร ประเภทการค้า 11 เงินได้จากการขายที่ดินโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 48(4) หรือไม่นั้นมุ่งหมายถึงเจตนาในการได้มาเป็นข้อสำคัญ และพิจารณาถึงพฤติการณ์ในระหว่างที่ผู้นั้นถือครองอยู่ก่อนที่จะขายและขณะที่ขายเป็นส่วนประกอบด้วย ที่ดินที่โจทก์ได้มาทั้งสามแปลงนั้นเป็นที่ดินแปลงใหญ่หลังจากนั้นก็ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยมากกว่า 70 แปลง โดยที่ดินทุกแปลงต่างมีถนนตัดผ่าน ลักษณะที่โจทก์กระทำเช่นนั้นย่อมมิใช่จุดประสงค์ที่จะนำที่ดินที่แบ่งเป็นแปลงย่อยเพื่อไปทำนา โจทก์ยอมรับว่าเหตุที่กระทำไปก็เพื่อจะนำที่ดินไปขายง่ายขึ้น อีกทั้งโจทก์ยังได้ซื้อที่ดินเพิ่มอีกหลายแปลงเพื่อนำไปจัดสรรขายและให้ผู้อื่นเช่าทำนา แสดงให้เห็นว่าโจทก์หาได้มีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียวไม่ แต่ได้ประกอบอาชีพเป็นผู้จัดสรรที่ดินไว้เพื่อขายด้วยและเมื่อตรวจดูสัญญาซื้อขายที่ดินก็มีข้อสัญญาชี้ชัดให้เห็นได้ว่าการขายที่ดินของโจทก์มีลักษณะเป็นเชิงธุรกิจโดยมีการวางมัดจำผ่อนชำระเป็นงวด และต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าที่ดินที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระหมด และแม้ว่าปัจจุบันนี้โจทก์ยังถือครองที่ดินอยู่หลายแปลงก็ตาม เมื่อโจทก์มีที่ดินจำนวนมาก ก็เป็นการยากที่จะขายให้หมดในชั่วระยะเวลาอันสั้นที่ดินแปลงใดอยู่