ปัญหาว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกันปล้นทรัพย์หรือไม่ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยังมีเหตุสงสัย
เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
ผู้เสียหายถูกคนร้าย 4 คนปล้นทรัพย์ในเวลากลางคืน มีแสงสว่างจากไฟฟ้า แต่ผู้เสียหายมองเห็นคนร้ายเพียงช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที ขณะถูกใช้อาวุธปืนจี้และอยู่ในอาการหวาดกลัว ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักคนร้ายมาก่อน และเมื่อพบจำเลยที่สถานีตำรวจต้องใช้เวลาครุ่นคิด 4-5 นาทีก่อนยืนยัน พยานร่วมเหตุการณ์จำคนร้ายไม่ได้
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6108/2540พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ทุ่งสงโจทก์นาย สม พงษ์ หรือสมพงศ์ หรือเขียด ภัก ดี ประพันธ์จำเลย ป.อ. ม. 340 ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ขณะเกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าที่เปิดแล้วภายในบ้านผู้เสียหาย แต่ช่วงระยะเวลาที่ผู้เสียหายอ้างว่ามองเห็นและจำใบหน้าของคนร้ายได้เกิดขึ้นตอนที่คนร้ายเข้ามากระชากผมของผู้เสียหาย แล้วลากเข้าไปในห้องครัวเป็นระยะทางประมาณ 3 เมตร โอกาสที่ผู้เสียหายมองเห็นใบหน้าคนร้ายได้ไม่ควรเกิน 1 นาที ผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ที่กกหูข้างซ้ายด้วย ย่อมทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในอาการหวาดกลัว และต้องระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองมากกว่าที่จะสนใจจดจำใบหน้าคนร้าย ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักกับคนร้ายมาก่อน ยิ่งทำให้ไม่มีเหตุผล ที่จะเชื่อได้ว่าผู้เสียหายมองเห็นและจำหน้าคนร้ายได้อย่างแม่นยำ เมื่อผู้เสียหายพบจำเลยที่สถานีตำรวจ ผู้เสียหายไม่ได้ยืนยันทันทีว่าจำเลยเป็นคนร้าย แต่กลับครุ่นคิดอยู่ประมาณ 4 ถึง 5 นาที พยานโจทก์ซึ่งร่วมอยู่ในเหตุการณ์เดียวกับผู้เสียหายก็ยอมรับว่าจำคนร้ายไม่ได้เมื่อไม่ปรากฏว่าของกลางของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายปล้นไปถูกยึดได้จากจำเลย เพียงแต่จำเลยมีลักษณะใบหน้าและแผลเป็นที่หลังเท้าด้านซ้ายคล้ายกับคนร้ายที่ผู้เสียหายมองเห็นจึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอ ตามพฤติการณ์แห่งคดีพยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมว