ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2541

ประเด็นกฎหมาย

การที่ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่และให้ผู้อื่นลงเวลาเลิกงานแทน ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

หลักกฎหมาย

การลงเวลาทำงานเป็นหลักฐานแสดงระยะเวลาปฏิบัติงานและใช้ในการเบิกจ่ายค่าจ้าง การให้ผู้อื่นลงเวลาเลิกงานแทนโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง แม้นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างไปก่อนแล้ว ก็ไม่ทำให้การกระทำเปลี่ยนไป นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการ

คำวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ลูกจ้างออกจากสถานประกอบการโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงเวลาทำงาน และไม่ได้กลับมาทำงานจนถึงเวลาเลิกงาน (ละทิ้งหน้าที่ประมาณ 4 ชั่วโมง) ต่อมาได้โทรศัพท์ให้ผู้อื่นลงเวลาเลิกงานแทนว่าเลิกงานเวลา 17.20 นาฬิกา ทั้งที่ไม่ได้ทำงานจริง ข้อบังคับการทำงานห้ามบันทึกเวลาแทนผู้อื่น และหากขาดงานจะไม่จ่ายค่าจ้างตามชั่วโ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2541นางสาว ทวาย ประทุม แดงโจทก์บริษัท แอลซีบี คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล 1 จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 583 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(1), ข้อ 47(4)เมื่อตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย ข้อ 3.2.1 จำเลยกำหนด ให้พนักงานต้องบันทึกเวลาเข้าทำงานและเลิกงานด้วยตนเองทุกครั้ง ห้ามบันทึกเวลาแทนผู้อื่นหรือรู้เห็นเป็นใจ ให้ผู้อื่นบันทึกเวลาให้ นอกจากนี้ตามประกาศ เรื่องการขาดงาน ของจำเลยกำหนดว่า หากพนักงานขาดงานจำเลยจะไม่จ่ายค่าจ้างตามจำนวนชั่วโมงที่ขาดงาน และโจทก์ยอมรับว่าลูกจ้างรายวันและลูกจ้างรายเดือนหากขาดงานจะถูกตัดค่าจ้างตามจำนวนชั่วโมงที่ขาดงาน ดังนี้ การที่ในวันเกิดเหตุเวลาซึ่งเป็นเวลาทำงานโจทก์ออกจากบริษัทจำเลยโดยไม่ได้ขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาหลังจากนั้นโจทก์ไม่ได้กลับไปทำงานจนถึงเวลา 17 นาฬิกาซึ่งเป็นเวลาเลิกงานจึงเป็นการที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่เวลาประมาณ 13 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา การที่โจทก์โทรศัพท์ให้บุคคลอื่นลงเวลาเลิกงานแทนโจทก์ว่าโจทก์เลิกงานเวลา17.20 นาฬิกา จึงเป็นการลงเวลาเลิกงานผิดไปจากความจริงทั้งที่โจทก์ไม่ได้ทำงานประมาณ 4 ชั่วโมง การลงเวลาทำงานดังกล่าวนอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงถึงระยะเวลาที่โจทก์อยู่ปฏิบัติงานแล้ว ยังเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายค่าจ้างในแต่ละชั่วโมงที่โจทก์ทำงานอีกด้วย การกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงแล้วแม้จำเลยได้นำเงินค่าจ้างของโจทก์ในงวดดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์ไปก่อนโดยมิได้ยับยั้งการจ่ายค่าจ้างเฉพาะจำนวนชั่วโมงที่โจทก์ขาดงานดังกล่าวก็ตาม จำเลยก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสิ