ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4668/2541
ประเด็นกฎหมาย
อำนาจของเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ในการตรวจค้น จับกุม และควบคุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อบัตรประจำตัวหมดอายุแล
หลักกฎหมาย
เจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 มีอำนาจตรวจค้น จับกุม และควบคุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้ทั่วราชอาณาจักรโดยไม่ต้องมีหมายค้นหรือหมายจับ แม้บัตรประจำตัวที่ออกให้จะหมดอายุแล้ว ก็ไม่ทำให้หมดอำนาจในฐานะเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
คำวินิจฉัย
พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี 4 เดือน และริบของกลาง
ข้อเท็จจริงสำคัญ
ร้อยตำรวจเอกณรงค์ศักดิ์ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้รับบัตรจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นหลักฐาน ขณะตรวจค้นจับกุมบัตรหมดอายุแล้ว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอำนาจไม่สิ้นสุด นอกจากนี้ พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันว่าพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนในกระเป๋าเสื้อกันเปื้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4668/2541พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุดโจทก์นาย สม หมาย ทอง ศ รี กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 69, ม. 77, ม. 87, ม. 227 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ร้อยตำรวจเอกณ.ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ทำ หน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดให้โทษ ย่อมมีอำนาจตรวจค้นจับกุมและควบคุม ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดได้ทั่วราชอาณาจักร โดยไม่ต้องมีหมายค้นหรือหมายจับ ตามพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 แม้บัตรของสำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่ออกให้แก่ร้อยตำรวจเอกณ. จะหมดอายุการใช้บัตรแล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้ร้อยตำรวจเอกณ.ในฐานะ เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีอำนาจตรวจค้น จับกุม และควบคุมจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้นการตรวจค้น จับกุม และควบคุมจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วย กฎหมายแล้ว การที่พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเบิกความตามที่ตนรู้เห็นจากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่และไม่เคยมี สาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อนคำเบิกความของพยานโจทก์ ทั้งสองปากนี้ย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังได้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 และริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 การกระ