การเปลี่ยนสถานะของเมทแอมเฟตามีนจากวัตถุออกฤทธิ์เป็นยาเสพติดให้โทษตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ไม่ทำให้ความผิดฐานครอบครองสิ้นสุดลง และศาลสามารถลงโทษตามกฎห
เมื่อกฎหมายเปลี่ยนแปลงภายหลังการกระทำผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และการเปลี่ยนสถานะของเมทแอมเฟตามีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานครอบครอง จำเลยยังคงมีความผิด
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โจทก์ฟ้องตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ฯ ภายหลังมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเปลี่ยนสถานะเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นคุณกว่า
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2542พนักงานอัยการ จังหวัด ชัยภูมิโจทก์นาย สุพจน์ พงษ์จตุราจำเลย ป.อ. ม. 3, ม. 32 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 66, ม. 102, ม. 106 ทวิ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 67 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในความครอบครองและโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 เมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 97(พ.ศ. 2539) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539)ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มีผลเป็นเพียงให้เมทแอมเฟตามีนถูกเพิกถอนจากการเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1เท่านั้น โดยไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ฉะนั้นจำเลยจึงยังมีความผิดและต้องรับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอยู่ส่วนจะต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ย่อมเป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิด ซึ่งต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยคือตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ทั้งนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ วัตถุออกฤทธิ์ที่จะริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสา