ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1177/2542

ประเด็นกฎหมาย

การรับฟังพยานหลักฐานในคดียาเสพติด เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นศาลมีพิรุธขัดกับเหตุผล แต่บันทึกการจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนมีเหตุผลปราศจากพิรุ

หลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง รวมทั้งพยานวัตถุ พยานบุคคล พยานเอกสาร และสำนวนการสอบสวนที่ศาลเรียกมาเพื่อประกอบการวินิจฉัย เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นศาลมีพิรุธขัดกับเหตุผล แต่บันทึกการจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนซึ่งทำในวันเกิด

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โดยเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเฮโรอีนของกลาง โดยจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ต่อมาให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนที่ล่าช้า 4 วัน คำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นศาลมีพิรุธเกี่ยวกับการมีสายตรวจในเครื่องแบบเข้ามาในที่เกิดเหตุและสั่งจับกุมก่อนรับมอบยาเสพติด ขัดกับบันทึกการจับกุมและค

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1177/2542พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลาโจทก์นาย ถนอมหรืออู๊ด เพ็ชร มาก กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 175, ม. 227 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 คำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองนายพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาของศาลมีพิรุธขัดกับเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ ต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้จากบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจับกุมและบันทึกคำให้การของพยานโจทก์ในชั้นสอบสวนซึ่งกอปร ด้วยเหตุผลปราศจากพิรุธสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เจ้าพนักงานตำรวจพยานโจทก์ทำบันทึกแจ้งข้อหาจับกุมและให้การ ต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันกับวันเกิดเหตุ ย่อมไม่ทัน มีเวลาไตร่ตรองหรือได้รับการติดต่อให้บิดเบือนความจริง เพื่อช่วยเหลือผู้ใด และไม่มีเหตุที่จะระแวงสงสัยว่าพยาน ดังกล่าวจะให้การกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่า ข้อเท็จจริงตามบันทึกแจ้งข้อหาจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวน เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความชั้นศาล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงซึ่งพยานหลักฐานทั้งปวงที่ศาลจะใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักนี้ย่อมได้แก่พยานวัตถุพยานบุคคล รวมทั้งพยานเอกสาร ที่โจทก์อ้างและ สืบเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีผิด ที่จำเลยอ้างและสืบเพื่อพิสูจน์ ว่าจำเลยบริสุทธิ์ รวมทั้งสำนวนการสอบสวนที่ศาลเรียกมา เพื่อประกอบการวินิจฉัยโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และให้ริบของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบคว