ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8033 - 8037/2538
ประเด็นกฎหมาย
มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่
หลักกฎหมาย
มิสซังโรมันคาทอลิกมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่ยังใช้บังคับอยู่ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 65, 66 ที่ตรวจชำระใหม่มิได้ยกเลิกสถานะนิติบุคคลดังกล่าว
คำวินิจฉัย
โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
ข้อเท็จจริงสำคัญ
โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินมีกำหนด 1 ปี ต่อมาบอกเลิกการเช่า แต่จำเลยไม่ยอมออก โจทก์จึงฟ้องขับไล่ จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลไม่มีอำนาจฟ้อง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8033 - 8037/2538มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานครโจทก์นาง ม่วย แซ่ตั้ง กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 65, ม. 66 ป.วิ.พ. ม. 249 พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวง โรมันคาธอลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ข้อ 1, หนึ่ง ข้อ 2, สอง ข้อ 2พระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิคในกรุงสยามตามกฎหมายร.ศ.128ข้อ1และข้อ2วรรคหนึ่งและวรรคสองระบุให้มิสซังมีฐานะเป็นบริษัทมิสซังโรมันคาทอลิคกรุงเทพมหานครจึงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา65,66ที่ได้ตรวจชำระใหม่ไม่ได้บัญญัติให้ยกเลิกมัสซังโรมันคาธอลิคว่าไม่เป็นนิติบุคคลแต่อย่างใดแต่ได้บัญญัติรับรองไว้ว่านิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นและนิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอบอำนาจแห่งหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมายข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งเมื่อโจทก์เป็นมิสซังโรมันคาธอลิคเป็นนิติบุคคลอยู่ก่อนแล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาธอลิคในกรุงสยามตามกฎหมายร.ศ.128ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษยังใช้บังคับจนปัจจุบันนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายอื่นฉบับหนึ่งตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา65โจทก์จึงย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายอยู่ต่อไป ข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่บริษัทจำคุกตามความในบรรพ3ลักษณะ22หมวด4จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ1หมวด2นั้นปัญหาข้อนี้แม้จะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงถือว่าไม่เป็นสาระแก่คดีศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคดี ทั้ง ห้า สำนวน นี้ ศาลชั้นต้น สั่ง พิจารณา และ พิพากษา รวมกับคดี หม