ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438 - 439/2512
ประเด็นกฎหมาย
อายุความฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิด และความรับผิดของหัวหน้าส่วนราชการจากการละเลยหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา
หลักกฎหมาย
อายุความละเมิดเริ่มนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่มิได้กระทำผิดทางอาญา ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคแรก แม้จะมีการฟ้องคดีอาญาและศาลยกฟ้องก็ตาม หัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิ
คำวินิจฉัย
คดีสำนวนแรก: ยกฟ้องสำหรับนายประพิทย์ นายสำลี นายไมตรี และนายเทียนชัย เพราะขาดอายุความหรือไม่มีหลักฐาน; สำหรับนายดรุณ ให้ยกฟ้องเพราะไม่มีความผิด. คดีสำนวนหลัง: นายประพิทย์ต้องรับผิดชดใช้เงิน 197,580 บาท พร้อมดอกเบี้ย; ส่วนนายไมตรี นายดรุณ นายเทียนชัย นายบุญลักษณ์ ไม่ต้องรับผิด.
ข้อเท็จจริงสำคัญ
ข้าราชการแผนกสรรพากรอำเภอบางรักร่วมกันยักยอกเงินภาษีการค้าของกระทรวงการคลัง โดยปลอมแปลงเอกสาร ภ.ค.4 และใบรับเงิน รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1 ล้านบาท หัวหน้าส่วนราชการ (นายประพิทย์) ละเลยหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้มีการยักยอกเงินเกิดขึ้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438 - 439/2512์ กระทรวงการคลังโจทก์ย นาย ประพิทย์ จันพิ ศาล ที่ 1 กับพวก รวม 5 คนจำเลย์ กระทรวงการคลังโจทก์ย นาย ไมตรี ศรีรัตนะ ที่ 1 กับพวก รวม 5 คนจำเลย ป.พ.พ. ม. 163, ม. 169, ม. 420, ม. 424, ม. 448 ป.วิ.อ. ม. 46, ม. 47, ม. 51 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 กระทรวงการคลังฟ้องคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยฐานละเมิดเกี่ยวกับเงินภาษีอากรของกรมสรรพากรซึ่งถูกยักยอกไป.อายุความเริ่มนับแต่วันที่อธิบดีกรมสรรพากรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน.เมื่อปรากฏการทุจริตยักยอกเงินภาษีอากร และกรมสรรพากรได้ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนพฤติการณ์. ย่อมถือได้ว่าอธิบดีกรมสรรพากร ได้รู้ถึงการละเมิดแล้ว. ต่อมาสรรพากรจังหวัดซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งได้เสนอรายงานให้อธิบดีกรมสรรพากรทราบเรื่องการทุจริตและการจับกุมผู้อยู่ในข่ายสงสัยว่าจะสมคบกันทุจริต ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ในพวกที่ถูกจับด้วยนั้น. และต่อมาบุคคลเหล่านี้ก็ได้ถูกผู้ว่าคดีฟ้องกล่าวโทษเป็นคดีอาญาขึ้น. ต้องถือว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตั้งแต่วันที่ได้รับรายงานจากสรรพากรจังหวัด.คณะกรรมการซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรตั้งขึ้นสอบสวนการทุจริตรายงานว่าตรวจพบการทุจริตเพิ่มเติมอีก. แต่กรรมการเห็นไม่ลงรอยกันในตัวผู้ต้องรับผิด. อธิบดีกรมสรรพากรจึงสั่งให้รองอธิบดีพิจารณา. รองอธิบดีพิจารณาแล้วเสนอความเห็นว่าควรให้กองวิทยาการ กรมตำรวจ พิสูจน์ลายมือผู้ทุจริตให้แน่นอนก่อน. อธิบดีกรมสรรพากรสั่งให้นำเข้าประชุมปรึกษา กรรมการในที่ประชุมก็เห็นไม่ตรงกัน. อธิบดีกรมสรรพากรจึงตั้งกรรมการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง. คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เสนอรายงานต่ออธิบดี. สำหรั