ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์และอายุความฟ้องคดีละเมิด
ผู้รักษาการแทนอธิบดีมีฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ มีอำนาจกระทำการต่างๆ แทนโจทก์ได้เช่นเดียวกับอธิบดี ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ข้อ 42 วรรคสอง และข้อ 44 วรรคแรก โดยไม่ต้องมีการมอบหมายจากอธิบดี ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดมิใช่ผู้แทนโจทก์ การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรู้ตัวผู้ทำละเมิดไม่ถือว่าโจทก์รู้
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 105,871.25 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้แบ่งชำระหนี้คนละกึ่งหนึ่ง
ขณะโจทก์ฟ้องคดี อธิบดีไปราชการต่างจังหวัด รองอธิบดีเป็นผู้รักษาการแทนและลงนามในใบแต่งทนายความฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมรู้ตัวผู้ทำละเมิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 และรู้ถึงผู้ที่ควรรับผิดทางแพ่งตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2525 ส่วนอธิบดีโจทก์รู้ตัวผู้กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2526 โจ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 400/2534กรมการปกครองโจทก์จ่าสิบตำรวจ เกษมศักดิ์ เรืองกรไกร กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 420, ม. 448 ประกาศของคณะปฏิวัติ ข้อ 42 วรรคสอง, ข้อ 44 วรรคแรกขณะที่โจทก์ฟ้องคดี ฉ. อธิบดีกรมการปกครองโจทก์ ไปราชการต่างจังหวัด ช. รองอธิบดีเป็นผู้รักษาการแทนเช่นนี้ ในช่วงนั้นช. ผู้รักษาการแทนย่อมมีฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนโจทก์ได้เช่นเดียวกับอธิบดี ตามที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ข้อ 42 วรรคสอง และข้อ 44วรรคแรก ดังนี้ ช. จึงมีอำนาจลงนามในใบแต่งทนายความให้ฟ้องคดีได้โดยมิต้องมีการมอบหมายจากอธิบดี จังหวัดนครพนมเป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมมิใช่ผู้แทนโจทก์ ผู้แทนโจทก์คืออธิบดี การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมรู้ถึงตัวผู้ทำละเมิดจะถือว่าโจทก์รู้ยังไม่ได้ เมื่ออธิบดีโจทก์รู้ถึงตัวผู้ทำละเมิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2526 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 3กุมภาพันธ์ 2527 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ การที่จำเลยที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่โดยไม่บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 จัดเวรยามแทนในเมื่อตนเองจะต้องไปราชการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และไม่อาจอยู่เวรยามตามกำหนด ทำให้ไม่มีเวรยามอยู่ดูแล เป็นโอกาสให้คนร้ายเอาทรัพย์สินที่เก็บไว้ในคลังพัสดุไป ดังนี้ การละเลยต่อหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเหตุโดยตรงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานพัสดุของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม โดยจำเลยที่ 1มีหน้าที่เป็นเวรยามรักษาความปลอดภัยห้องเก็บศาสตราภัณฑ์ จำเลยที่