ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2169/2534

ประเด็นกฎหมาย

การประกอบธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จเป็นสัญญาซื้อขายหรือสัญญาจ้างทำของ และมีหน้าที่เสียภาษีการค้าหรือไม่

หลักกฎหมาย

สัญญาซื้อขายมุ่งโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เพื่อตอบแทนราคา ส่วนสัญญาจ้างทำของมุ่งผลสำเร็จของงานเป็นสาระสำคัญ หากสาระสำคัญอยู่ที่วัสดุที่ใช้และเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ แม้ลูกค้าจะกำหนดสูตรหรือรวมค่าขนส่ง ก็เป็นเพียงเงื่อนไขในการรับซื้อ ไม่ทำให้เป็นสัญญาจ้างทำของ

คำวินิจฉัย

การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการซื้อขายสินค้า โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่เสียภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร การประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เพิกถอนการประเมิน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จซึ่งไม่อาจผสมไว้ล่วงหน้าเพราะจะแข็งตัว ลูกค้ากำหนดสูตรผสมและรวมค่าขนส่ง เจตนาของคู่สัญญามุ่งโอนกรรมสิทธิ์ในคอนกรีตเพื่อชำระราคา มิได้หวังผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ งานที่ทำไม่สำคัญไปกว่าวัสดุที่ใช้ และประกอบธุรกิจเป็นปกติธุระ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2169/2534บริษัท ปูนซิเมนต์ ไทย จำกัดโจทก์กรมสรรพากรจำเลย ป.พ.พ. ม. 453, ม. 587 ป.รัษฎากร ม. 77, ม. 78 บัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากร ประเภทการค้า 4 การซื้อขายสินค้านั้นผู้ขายไม่จำเป็นต้องทำสินค้าสำเร็จไว้ล่วงหน้าเสมอไปต้องคำนึงถึงคุณลักษณะพิเศษของสินค้าที่จะขายด้วยโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จไม่อาจผสมคอนกรีตไว้ก่อนได้ เพราะหากไม่มีผู้ใดซื้อภายใน 1 ชั่วโมง คอนกรีตผสมเสร็จที่ทำไว้จะแข็งตัวไม่อาจนำไปใช้งานได้ สินค้าชนิดนี้จำเป็นต้องขายตามคำสั่งของลูกค้าแต่ละรายไปนอกจากนี้ทั้งลูกค้าของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 1และโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 1 ต่างมีเจตนาจะมุ่งให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เพื่อตอบแทนการใช้ราคา มิได้หวังผลสำเร็จในการงานเป็นสาระสำคัญ งานที่โจทก์ทั้งสองรับทำจนสำเร็จมิได้สำคัญไปกว่าสัมภาระหรือส่วนผสมที่นำมาใช้ในการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจเป็นการทั่วไปเป็นปกติธุระมิใช่เป็นการครั้งคราวแม้ลูกค้าจะเป็นผู้กำหนดอัตราส่วนหรือสูตรในการผสมคอนกรีตผสมเสร็จตามที่ลูกค้าต้องการหรือมีการกำหนดรวมค่าขนส่งและกำหนดอัตราค่าจอดรถคอยการเทคอนกรีตลงไว้ด้วย ก็เป็นการกำหนดรายละเอียดไว้เป็นเงื่อนไขในการรับซื้อ เข้าลักษณะเป็นสัญญาซื้อขาย หาใช่สัญญาจ้างทำของไม่โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่เสียภาษีการค้าท้ายหมวด 4 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรคดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษี