ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2533

ประเด็นกฎหมาย

กรรมการผู้จัดการของบริษัทซึ่งเป็นนายจ้าง มีฐานะเป็นนายจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 และต้องร่วมรับผิดกับบริษัท และการฟ้อง

หลักกฎหมาย

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 คำว่า 'นายจ้าง' หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการของบริษัทซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีฐานะเป็นนายจ้างและต้องร่วมรับผิดกับบริษัท และการฟ้องกรรมการผู้จัดการในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำก

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสอง คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส่วนคดีนี้ฟ้องในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำกัด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2533นาย ละ ออ ฝัน สำโรง กับพวกโจทก์นาย ธีรศักดิ์ ชนินทราวนิช กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 144 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2ตาม ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องคุ้มครองแรงงาน (ข้อ 2)ได้ ให้ความหมายคำว่า "นายจ้าง" ว่า "...หมายความรวมถึงผู้ซึ่ง ได้ รับ มอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างในกรณีที่ นายจ้างเป็น นิติบุคคล" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ซึ่ง เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะ เป็นนายจ้างตาม ความหมายดังกล่าวแล้ว คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในฐานะ ผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ. ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในฐานะ เป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2ซึ่ง เป็นบริษัทจำกัด ดังนี้ จึงถือ ว่าจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนและคดีนี้เป็นคนละคนกัน มิใช่กรณีที่คู่ความเดียว กันไม่เป็นฟ้องซ้ำ.คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1และโจทก์ที่ 2โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดธีระอิมปอร์ทแอนด์เอ็คซปอร์ทและต่อมาได้โอนย้ายให้โจทก์ทั้งสองสมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2เมื่อเดือนสิงหาคม 2530 ครั้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2532 จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขณะถูกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองต่างได้รับค่าจ้างเดือนละ 2,600 บาท โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินประกันค่าเสียหายซึ่งจำเลยทั้งสองได้หักเอาไว้จากค่าจ้า