ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2530

ประเด็นกฎหมาย

บันทึกที่โจทก์ทำไว้หลังได้รับเงินตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำให้สิทธิเรียกร้องเงินประเภทอื่นระงับไปหรือไม่ และสิท

หลักกฎหมาย

บันทึกที่โจทก์ทำไว้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เท่านั้น หาใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเงินประเภทอื่นไม่ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กฎหมายบังคับให้นายจ้างจ่ายเมื่อเลิกจ้าง จึงต้องจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้าง ดอกเบี้ยในค่าจ้างค้างจ่าย เมื่อไม่ปรา

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีใหม่เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุว่าโจทก์ฟ้องคดีจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับเงินและทำบันทึกว่าไม่ติดใจเรื่องใด ๆ จากจำเลยอีก ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าบันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2530นางสาว ประ เทียบ วัน อยู่ ฯ กับพวกโจทก์บริษัท เพนนินซู ลา การ์เม้นท์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 224, ม. 368, ม. 575, ม. 850 ป.วิ.พ. ม. 243 พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4), ม. 121, ม. 125 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31, ม. 56 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ข้อ 45คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งบังคับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวก็ได้ทำบันทึกว่า ไม่ติดใจเรื่องใด ๆ จากจำเลยหรือนำความขึ้นร้องเรียนจำเลยอีก บันทึกนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เท่านั้นหาเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเงินประเภทอื่น ๆจากจำเลยตามกฎหมายไม่ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กฎหมายบังคับให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นายจ้างจึงต้องจ่ายดอกเบี้ยเมื่อเลิกจ้าง ส่วนดอกเบี้ยในเงินค่าจ้างค้างจ่ายนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าลูกจ้างได้ทวงถามเมื่อใด จึงต้องจ่ายนับแต่วันฟ้องโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยให้การต่อสู้ไว้ เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ ศาลฎีกามิอาจวินิจฉัยเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาดังกล่าว.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองอ้างเหตุว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าทำงานในวันหยุดแต่จำเลยไม่จ่ายเงินดังกล่