ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4660/2549

ประเด็นกฎหมาย

การคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในทรัพย์สินที่ยึดแล้วไม่มีการขาย ว่าคำนวณจากราคาประเมินของทรัพย์สินที่ยึดหรือจากจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิ

หลักกฎหมาย

คำว่า 'ราคาทรัพย์สินที่ยึด' ตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. หมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี และเมื่อการยึดทรัพย์ถูกถอนเพราะโจทก์นำยึดเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 284 โจทก์ต้องเป็นฝ่ายเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์เพียงฝ่ายเดียวตามมาตรา 161 วรรคห

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์ที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีราคาประเมิน 7,879,500 บาท เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 193,421 บาท ศาลชั้นต้นสั่งถอนการยึดและให้จำเลยที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมตามจำนวนหนี้ ส่วนที่เหลือให้โจทก์เสีย เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดค่าธรรมเนียมจากราคาประเมินส่วนที่เกินหนี้เป็นเงิน 269,012.77 บาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4660/2549บริษัทซิตี้ ลีสซิ่ง จำกัดโจทก์นายณรงค์ ภูมิภาค กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 166, ม. 284, ตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ.การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น คำว่า ราคาทรัพย์สินที่ยึดตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 166 ให้คู่ความฝ่ายที่ดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปเพราะความผิดทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในกระบวนพิจารณานั้นต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น โดยไม่คำนึงว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะชนะคดีหรือไม่ เมื่อการยึดทรัพย์ถูกถอนการยึดเพราะโจทก์นำยึดเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 284 โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์เพียงฝ่ายเดียวคดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 109,697 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าใช้ทรัพย์จำนวน 61,700 บาท กับค่าใช้ทรัพย์อีกวันละ 100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนรถยนต์หรือใช้ราคาแทนเสร็จแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 100 วัน และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,600 บาท จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 193,421 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ขอให้ชะลอการจ่ายเงินจนกว่าโจทก์จะโอนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเ