ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2530

ประเด็นกฎหมาย

การเลิกจ้างพนักงานที่กระทำผิดระเบียบว่าด้วยการจ้างโดยออกตั๋วแลกเงินจ่ายล่วงหน้าโดยไม่มีธนาคารค้ำประกัน และการฟ้องแย้งให้คืนเงินที่สูญเสีย

หลักกฎหมาย

ตั๋วแลกเงินมี 'คุณค่า' เป็นเงินตามเจตนารมณ์ของระเบียบว่าด้วยการจ้างฯ แม้มิใช่เงินสด การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบร้ายแรง ทำให้จำเลยเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 47(3) และโจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงินที่สูญเสียคืนแก่จำเลย

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 4,223,856 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 23 กันยายน 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการโรงพิมพ์ ได้ร่วมกับพวกยืมเงินทดรองจ่ายจากจำเลยโดยออกตั๋วแลกเงินให้แก่ผู้รับจ้าง ทั้งที่ยังไม่มีการทำสัญญาจ้างและไม่มีธนาคารค้ำประกัน ทำให้จำเลยสูญเสียเงิน 4,223,856 บาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2530นางอาภา สกลรักษ์โจทก์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์จำเลย ป.พ.พ. ม. 583 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ข้อ 45, ข้อ 47 (3)แม้ระเบียบว่าด้วยการจ้างฯ จะระบุว่า ถ้าการจ้างรายใดจำเป็นจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่ผู้รับจ้างก็จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการก่อนโดยต้องจัดให้มีธนาคารเป็นผู้ค้ำประกันเงินที่รับไปล่วงหน้านั้น โดยมิได้ระบุถึงกรณีออกตั๋วแลกเงินไว้ก็ตาม แต่ตั๋วแลกเงินเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือกันได้ ใช้ชำระหนี้ในวงการค้าและวงการธุรกิจเป็นปกติแพร่หลายอยู่โดยทั่วไป ผู้ใดได้ตราสารเช่นนี้ไว้เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ระบุไว้ก็สามารถรับเงินได้ ตราสารเช่นว่านี้จึงมี "คุณค่า"เป็นเงิน ต้องด้วยเจตนารมณ์ ของ ระเบียบดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำในตำแหน่งผู้จัดการโรงพิมพ์ของจำเลยได้ร่วมกับพวกดำเนินการยืมเงินทดรองจ่ายจากจำเลยเบิกจ่ายให้กับผู้รับจ้าง ทั้งๆ ที่มิได้ทำสัญญาจ้างต่อกันโดยไม่มีธนาคารค้ำประกัน และไม่ได้ความว่าจำเป็นต้องจ่ายล่วงหน้าประการใดหรือไม่ ทำให้จำเลยต้องสูญเสียเงิน ถึง 4,223,856 บาท เป็นการผิดระเบียบว่าด้วยการจ้างฯ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าเสื่อมชื่อเสียง การกระทำของโจทก์ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แล้ว จำเลยชอบที่จะไล่ออกเสียได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและให้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า กับเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ร้ายแรง ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย